นิทรรศการศิลปะ “พลิกฟ้าบิน พลิกดินเกิด” เป็นนิทรรศการผลงานศิลปะร่วมสมัย โดย มนตรี เติมสมบัติ ศิลปินหนุ่มที่ทำงานศิลปะหลากแขนง ผู้ซึ่งก้าวสู่วงการด้วยงานชิ้นสำคัญที่ใช้ข้าวเป็นส่วนสำคัญในการสร้างงาน ผลงานของมนตรี ที่นำมาแสดงในนิทรรศการนี้ ประกอบด้วยงานประติมากรรม ผลงานศิลปะจัดวาง วีดีโอ และภาพถ่าย ซึ่งศิลปินได้ใช้วัสดุเหลือใช้จากโรงงานจิม ทอมป์สัน ที่ อ. ปักธงชัย จ. นครราชสีมา มนตรีเคยร่วมงานกับหอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน เมื่อพ.ศ. 2542 ในผลงานชุด “Cocoon; the Renaissance” ซึ่งเป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกจัดแสดง ณ ห้องไอยรา บ้านจิม ทอมป์สัน นอกจากนี้ มนตรี ยังได้รับทุนวิจัย จากมูลนิธิ เจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สัน สำหรับเดินทางวิจัย เกี่ยวกับเส้นทางสายไหม ในปี 2551-2552 สำหรับนิทรรศการครั้งล่าสุดนี้ศิลปินได้รวบรวมผลงานเมื่อสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ข้าว ไหม มาเป็นสื่อสำคัญในการทำงาน รวมกับความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตส่วนตัว ครอบครัว และการเดินทาง ซึ่งเขาเปรียบเทียบวัฏจักรการเดินทางของชีวิตที่ต้องดำเนินไปอย่างคู่ขนานกับวัฏจักรทางสังคม วัฒนธรรม และธรรมชาติ สร้างความหมายต่อการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่ถูกบันทึกลงสู่รูปแบบของการดำเนินชีวิต ศิลปินอุปมาลักษณะของการบินกับปีกผีเสื้อเป็นวัฏฏะของการเปลี่ยนแปลงตัวตนออกจากรังไหมอันเป็นสภาวะห่อหุ้ม ตลอดจนข้าวที่แตกหน่อหยั่งรากออกจากเมล็ดพันธุ์บนผืนดินอย่างมีอิสรภาพ การอุปมาอุปไมยดังกล่าวยังเชื่อมโยงสายใยที่แม่ได้เลี้ยงดูและให้โอกาสเหมือนพลิกฟ้า และพ่อที่พลิกดินให้ได้เกิดและมอบสิทธิเสรีภาพที่เป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นมนุษย์ นอกจากนี้ มนตรี ยังได้เชิญศิลปินที่เคยทำงาน เติบโต ร่วมเส้นทางศิลปะด้วยกัน คือ สันติภาพ อินกองงาม กรกฤช เจียรพินิจนันท์ และ จารุนันท์ พันธชาติ

นิทรรศการจะแบ่งออกเป็นสามส่วนสำคัญ “Breaking out of the Cocoon” อันเป็นชิ้นงานหลักของนิทรรศการ ประกอบไปด้วยพื้นที่ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นเขาวงกตที่กั้นขึ้นด้วยตะแกรงเลี้ยงไหมที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ภายในเขาวงกตจัดวางผลงานประติมากรรมลวดหนาม ที่มนตรีเคยใช้แสดงสดเมื่อพ.ศ.2545 วัสดุลวดหนามที่มนตรีเคยใช้ทำงานในอดีตได้ถูกอ้างถึงและปรากฏขึ้นอีกครั้งในผลงานประติมากรรมลวดหนามรูปรังไหม (ผลงานสื่อผสมและไฟเบอร์) พร้อมด้วยผลงานประติมากรรมที่ขึ้นรูปเป็นหนังสือและปลูกข้าวลงบนใยไหมสีต่างๆ ที่อ้างอิงตามขนาดของหนังสือที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจของไทย ซึ่งถูกหยิบยกเป็นเพียงประเด็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับสีของใยไหมที่เป็นส่วนประกอบของผลงานมากกว่าการนำเสนอถึงประเด็นเนื้อหาของหนังสือนั้นๆ หากแต่ว่าการตีความถึงความหมายแห่งสีในบริบทที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ดูจะเป็นอิทธิพลชี้วัดเนื้อหาและแนวทางของหนังสือมากกว่าการเปิดสิทธิเสรีภาพในการเรียนรู้ความจริง ในส่วนนี้เองที่มนตรีเลือกที่จะนำเสนอในประเด็นที่ตรงกันข้ามกับผลงานประติมากรรมลวดหนามรูปรังไหมที่ได้อ้างถึงไปแล้ว เกี่ยวกับสัญลักษณ์ขอบเขตที่มีอยู่อย่างจำกัด การปกป้องและปิดกั้น กับสิทธิในการเรียนรู้และอิสรภาพ นอกจากนี้ยังมีผลงานวิดีโอเพอร์ฟอร์แมนซ์ความยาว 5 นาที “เจ้าเฮ็ดให่สันคึดฮ้อด” แสดงภาพเคลื่อนไหวของคู่รักคู่หนึ่งที่ถึงแม้ว่าจะไม่ต่างเพศแต่ก็มีความแตกต่างกันทางเชื้อชาติและอาจหมายรวมไปถึงความต่างทางวัฒนธรรมและความเชื่อ ผลงานจึงอุปมาไปถึงความรักท่ามกลางความแตกต่างกับประเด็นทางสังคมการเมืองที่ผู้คนต่างกำลังเผชิญหน้า ภาพตัดสลับกับภาพนิ่งที่บันทึกการเดินทางของมนตรีเองที่ค่อยๆถูกไฟมอดไหม้ ราวกับการถวิลหาความสงบสุขที่เคยมีในอดีตและกำลังเลือนหายไปในเปลวไฟ

ผลงานชิ้นถัดมา “Growing out of Rice” ในห้อง Exit No.1 เป็นผลงานศิลปะจัดวางชุดหนังสือปลูกข้าวที่ทำจากกระดาษโค้ด (กระดาษที่บอกรหัสควบคุมลายทอผ้าจากโรงงาน) จำนวนกว่าร้อยเล่มซึ่งมีขนาดแตกต่างกันถูกนำมาแขวนลอยอย่างโดดเด่นอยู่กลางห้อง ในขณะที่นัยยะของประติมากรรมลวดหนามรูปรังไหมได้สื่อความหมายถึงการให้กำเนิด การปกป้อง โอบอุ้มชีวิตและอิสรภาพที่มีอยู่อย่างจำกัด การปลูกข้าวบนหนังสือกลับแสดงสัญลักษณ์แทนอิสรภาพในการเรียนรู้ที่ไม่จำกัดเพียงแค่ตัวอักษรในห้องเรียน หากแต่ความหมายของธรรมชาติยังมีรหัสอีกมากมายที่เราควรจะต้องเรียนรู้ไปอย่างพร้อมๆกัน การเกิดขึ้นของเมล็ดข้าวบนหนังสือจึงเป็นสื่อแทนการเรียนรู้และการอ่านจากธรรมชาติที่นำพาความเติบโตให้เกิดขึ้นได้โดยตัวของมันเอง การตั้งคำถามจากความจริงตามธรรมชาติทำให้เราได้คิดและหาทางทำความเข้าใจ เพื่อหาทางเลือกและมองเห็นทางออกให้กับชีวิตอย่างเป็นอิสระ

และส่วนสุดท้ายของนิทรรศการ “Art Journey Link” ที่มนตรีได้เชื้อเชิญเพื่อนศิลปินรุ่นราวคราวเดียวกันที่เคยแลกปลี่ยนประสบการณ์ทางด้านศิลปะร่วมกัน มานำเสนอผลงานที่แฝงไว้ด้วยวาระของการเดินทาง และเมื่อชีวิตเปรียบเสมือนการเดินทางที่แต่ละคนเดินตามความฝัน ประสบการณ์ของพวกเขาจึงเป็นเสมือนเชื้อเพลิงที่นำมาแบ่งปันกันในช่วงเวลาหนึ่งที่ได้มีโอกาสกลับมาพบเจอกันอีกครั้ง สันติภาพ อินกองงาม กับผลงานภาพยนตร์ขนาดสั้น “จาก...สันติภาพ ถึง...สันติภาพ ” ที่บทภาพยนตร์ถูกประมวลขึ้นจากคำอธิษฐานถึงสันติภาพ จากบุคคลที่ชื่อสันติภาพทั้งประเทศไทย กรกฤช เจียรพินิจนันท์ แสดงภาพถ่ายสีและขาวดำบนกระดาษ “As tear go by” ผลงานถูกสร้างขึ้นในลักษณะภาพลวงตาที่ดูเหมือนจริงจากสถานการณ์ที่เป็นจริงและเสนอมันออกมาในบริบทของพื้นที่และเวลา เพื่อตั้งคำถามจากจุดศูนย์กลางถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายนอกและภายใน ส่วนจารุนันท์ พันธชาติ ศิลปินสาขาการแสดงและผู้ก่อตั้งกลุ่มบีฟลอร์ รวบรวมผลงานการแสดงจากการที่เธอคร่ำหวอดและเดินทางอยู่บนเส้นทางสายนี้มานานนับสิบปี โดยมาตัดต่อและถ่ายทอดลงในรูปแบบผลงานวิดีโอ

“พลิกฟ้าบิน พลิกดินเกิด” เป็นนิทรรศการศิลปะที่นำเสนอโลกเสมือนของการเดินทางที่ผ่านมา ทั้งการเดินทางจากภายนอกและการเดินทางของภายใน รังไหมและเมล็ดข้าวเปรียบเสมือนการห่อหุ้มและคุ้มครองชีวิตที่อยู่ภายในจนกว่าชีวิตนั้นพร้อมที่จะออกสู่โลกภายนอกอย่างเป็นอิสระ การปลูกข้าวและถักทอไยไหมจึงเป็นวาระต่อมาที่แสดงถึงความผูกพันของชีวิตกับโลก ในนัยยะหนึ่งของชื่อนิทรรศการภาษาอังกฤษ “Breaking out of the Cocoon, Growing out of Rice” อาจหมายถึงการออกจากสภาวะหนึ่งเพื่อเดินทางค้นหาประสบการณ์ในครั้งต่อๆ ไป และเป็นบททดสอบประสบการณ์ชีวิตเพื่อการเรียนรู้ถึงวงจรชีวิตและเส้นทางบรรลุสัจธรรม

“การกลับสู่ห้องนิทรรศการครั้งแรกที่หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน ที่ซึ่งมีความหมายต่อการออกเดินทางทางศิลปะของผม การก้าวเข้าไปในห้องต่างๆทำให้ได้ผมหยุดนิ่งอยู่ตรงจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ดำเนินมากว่าสิบปี ผมรู้สึกเหมือนไม่เคยได้ไปไหนหากแต่อยู่ตรงข้างในนี้เอง ข้างในที่มีเรื่องราวการเดินทางและทำให้ห้วงของความคิดถึงผู้คนที่เคยเริ่มร่วมการเดินทางให้หวนกลับมาพบกันอีกครั้ง ณ จุดนี้เองในห้องแรกนี้ผมจึงได้เชิญเพื่อนศิลปินหลายคนโดยเฉพาะเพื่อนที่เคยใช้ชีวิต และคลุกคลีทำงานในช่วงเริ่มต้นของการเดินทางเข้าสู่โลกศิลปะ ไม่ว่าใครได้ออกเดินทางไปแล้วใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน เพื่อนทุกคนก็ยังคงสร้างสรรค์ผลงานกันอยู่ต่อเนื่อง และนี่คือโอกาสที่ได้แวะเวียนกลับมายังจุดเริ่มต้นของการเดินทางเพื่อบอกเล่าถึงช่วงเวลาจากประสบการณ์ของแต่ละคน”

มนตรี เติมสมบัติ

นิทรรศการ “พลิกฟ้าบิน พลิกดินเกิด” จะจัดแสดงที่หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน แล้วออกเดินทางไปแสดงยังที่ต่างๆ ดังนี้คือ เข้าร่วม โครงการ อาร์ต ออน ฟาร์ม ณ ฟาร์ม จิม ทอมป์สัน อ. ปักธงชัย นครราชสีมา Geneva , Switzerland (2010-2011). Turin, Italy (2011) Lyon, Paris, France (2011) Asia (2011-2012) ซึ่งการนำเสนอนิทรรศการทั้งหมดจะเป็นเหมือนสัญญะยึดเหนี่ยวและสร้างทางเชื่อมโยงถึงกันเพื่อการเดินทางครั้งใหม่จากจุดเริ่มต้นที่ดีร่วมกันอีกครั้ง

เกี่ยวกับศิลปิน
มนตรี เติมสมบัติ เกิด พ.ศ 2518 ที่จังหวัดชัยภูมิ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้านทัศนศิลป์ สาขาอินเตอร์มีเดีย จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ปี 2541 มนตรีเริ่มเข้าวงการศิลปะและเป็นที่รู้จักจากผลงานศิลปะที่นำวัสดุธรรมชาติ เช่น ข้าว และไหม เป็นสื่อสำคัญในการทำงาน เขาเป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่มีผลงานสื่อผสมในหลายรูปแบบ เช่น ประติมากรรม ศิลปะจัดวาง ภาพถ่าย การแสดงสด และ วีดีโอ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมแสดงนิทรรศการระดับประเทศ และ นานาชาติ มนตรีได้แสดงนิทรรศการเดี่ยว คือ นิทรรศการ Cocoon; the Renaissance, ห้องไอยรา บ้านไทย จิม ทอมป์สัน กรุงเทพ ปีพ.ศ. 2534, นิทรรศการ Fake Me, หอศิลป์ มูลนิธิญี่ปุ่น กรุงเทพ ปีพ.ศ. 2545 นิทรรศการ New Fashion Order ; Dissolution, Installation/ Performance, RMIT Project Space, RMIT University เมลเบิร์น ออสเตรเลีย ปีพ.ศ. 2548 นิทรรศการ Rice/Life, ever-presence, RoomX พิพิธภัณฑ์เคียสมา เฮลซิงกิ ฟินแลนด์ ปีพ.ศ. 2549 เป็นต้น เขายังได้รับเชิญให้ร่วมแสดงนิทรรศการระดับนานาชาติเช่น "The 1st Fukuoka Asian Art Triennale" พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียแห่งฟูกูโอกะ ญี่ปุ่น ปีพ.ศ. 2542 “L’Art Dans Le Monde ” กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส “Biennale Internationale Design 2000” ประเทศฝรั่งเศส ปีพ.ศ. 2543, "The 1st Tirana Biennale", หอศิลป์ แห่งชาติ ติรานา อัลเบเนีย, อบรมเชิงปฎิบัติการศิลปะ กับ โคจ ครั้งที่ 5 โมดินาการ์ นิวเดลลี อินเดีย ปีพ.ศ. 2544, "Under Construction ; The New Dimension of Asian Art", หอศิลป์ มูลนิธิญี่ปุ่น โตเกียว ญี่ปุ่น ปีพ.ศ. 2545, Dreams and Conflicts", ศาลาไทย นิทรรศการศิลปะนานาชาติ เวนิซ เบียนนาเล่ ครั้งที่ 50 เวนิซ อิตาลี ปีพ.ศ. 2546, ARS 06, พิพิธภัณฑ์เคียสมา เฮลซิงกิ ฟินแลนด์ ปีพ.ศ. 2549, Soka Contemporary Arts ไทเป ไต้หวัน, พูซาน เบียนนาเล่ พูซาน เกาหลีใต้ ปีพ.ศ. 2551 จาการ์ต้า เบียนนาเล่ อินโดนีเซีย และ บาเซล สวิซเซอร์แลนด์ ปี พ.ศ. 2552 มนตรี ได้รับทุนศิลปินในที่พำนัก ทุนวิจัย และ รางวัลระดับนานาชาติเช่น Young Fashion Designer Award, Bangkok International Fashion ปี พ.ศ. 2542 Japan Foundation Fellowship Program, Japan Foundation (Affiliated with Fukuoka Asian Art Museum) Fukuoka ปี พ.ศ. 2543 Artist in Residence at La Cite des Arts, Paris ปี พ.ศ. 2550 ทุนวิจัยจาก The James H.W. Thompson Foundation Research Grant กรุงเทพ 2551 ปัจจุบัน มนตรี ทำงาน และ อาศัยอยู่ที่กรุงเทพ และ กาญจนบุรี

เกี่ยวกับศิลปินรับเชิญ
สันติภาพ อินกองงาม
สันติภาพเกิดที่จังหวัดลำพูน เมื่อ พ.ศ. 2516 เขาเรียนรู้การทำภาพยนตร์ด้วยตนเองขณะที่กำลังศึกษา สันติภาพเป็นที่รู้จักในฐานะนักทำภาพยนตร์อิสระ และผลิตผลงานเชิงทดลองอย่างเช่น “Woman Warrior Tale” (2000 / 38 นาที / สารคดีเชิงทดลอง) อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการศิลปินพำนักที่ประเทศอินโดนีเซีย “Crazed Dog(3)” (2001 / 13 นาที) ซึ่งใช้โจทย์คณิตศาสตร์มากำหนดการวางโครงเรื่อง ส่วน “Monks & Me” (2003 / 7 นาที) เป็นภาพยนตร์ที่เกิดจากการทำสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (workshop ) ร่วมกับพระสงฆ์ 14 รูป ผลงานเรื่อง “JUST A SECOND; The Khong Legend,2003” ของเขา สร้างภาษาใหม่ที่แปลกหูแปลกตาให้กับภาพยนตร์กระแสหลัก ด้วยการนำวิถีการขบคิดแบบตะวันออกมาแสดงออกผ่านภาพยนตร์ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องเล่า และนับเป็นการหลอมกลืนตัวตนเข้ากับสถานการณ์ระหว่างการเดินทางตลอดลำน้ำโขงของเขา ปัจจุบันสันติภาพพำนักและทำงานที่จังหวัดเชียงใหม่

กรกฤช เจียรพินิจนันท์
กรกฤช เจียรพินิจนันท์ ทำงานด้วยสื่อภาพถ่ายอย่างต่อเนื่องตั้งเรียนจบจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2542 และเริ่มประกาศชื่อในวงการศิลปะนับตั้งแต่นิทรรศการดี่ยวครั้งแรก“ นีโอโรแมนติก” ที่ทำให้กรกฤชเริ่มถูกจับตามองในฐานะศิลปินรุ่นใหม่ที่นำเสนอภาพอันดาษดื่นของคนรุ่นเดียวกับเขา ซึ่งกำลังงวยงงสงสัยและหวาดวิตกไร้ทิศทางในโลกที่ขับเคลื่อนไปด้วยการเชื่อมต่ออย่างฉับพลัน ของการสื่อสารที่แพร่ขยายขึ้นในหมู่หนุ่มสาวเมื่อทศวรรษ 1990 ทำให้ผลงานกรกฤชในช่วงแรกๆ เต็มไปด้วยบรรยากาศที่กระเซ็นกระสาย ไม่หยุดนิ่ง เพื่อจะผสม ผสานกันระหว่าง snapshot aesthetic กับลีลาการเล่าเรื่องที่ละม้ายการดูหนัง อันนับว่าน่าหลงใหลและ แปลกตาไปพร้อมๆ กัน

จารุนันท์ พันธชาติ
จารุนันท์ พันธชาติ ร่วมก่อตั้งกลุ่มบีฟลอร์ ในปี พ.ศ.   2542 มีผลงานร่วมกับบีฟลอร์ในฐานะนักแสดง ผู้เขียนบท ผู้กำกับ และผู้อำนวยการผลิต ปัจจุบันเป็น   Associate Artistic Director   ของกลุ่ม จารุนันท์ มีผลงานการแสดงทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ,   อเมริกา ,   ฝรั่งเศส ,   อินโดนีเซีย , ญี่ปุ่น,   ฟิลิปปินส์ , เกาหลีใต้,   อินเดีย , อินโดนีเซีย, เวียดนาม, กัมพูชา ฯลฯ มีผลงานเขียนบทละครเวที เช่น ยามพลบ,   ไฟล้างบาป , Suicide Buddy และบทแอนิเมชั่น ผลงานกำกับละครเรื่อง   Nowhere Now Here, 2000,   คนพันธุ์สุข ,   ยามพลบ , ห้องตกกระแทกหมายเลขศูนย์, Suicide Buddy ในปี   2551   ร่วมกับนิกร แซ่ตั้ง กำกับละครเรื่อง กึ่งสุขกึ่งดิบ ได้รับรางวัล จุดประกายศิลปะการละครดีเด่น ในเทศกาลละครกรุงเทพ 2551   ล่าสุดกำกับการแสดงชุด   “ ไทยจ๋า”   ให้กับกลุ่มละครใบ้เบบี้ไมม์

กิจกรรมการศึกษา
“พลิกฟ้าบิน พลิกดินเกิด”

ศิลปินนำชม
วันที่ : 29 กรกฎาคม 2553
เวลา : 16.00-17.00
สถานที่ : ห้องนิทรรศการ
ค่ากิจกรรม : ไม่เสียค่าใช้จ่าย

การเสวนาในหัวข้อ ศิลปะภายใต้พรก.ฉุกเฉิน
วันที่ : 10 สิงหาคม 2553 เวลา : 16.00 – 17.00
ผู้เสวนา : ถนอม ชาภักดี, มนตรี เติมสมบัติ ร่วมด้วย วรเทพ อรรคบุตร, ดิสรณ์ ดวงดาว และอภิวัฒน์ แสงพัทธสีมา
ผู้ดำเนินรายการ : กฤติยา กาวีวงศ์
สถานที่ : ห้องสมุดวิลเลียม วอร์เรน
ค่ากิจกรรม : ไม่เสียค่าใช้จ่าย
ร่วมพูดคุยและเสวนาเกี่ยวกับผลกระทบในแวดวงศิลปะหลังจากการประกาศพระราชกำหนดฉุกเฉิน (พรก.) จากประสบการณ์และมุมมองของภัณฑารักษ์ นักวิจารณ์ ศิลปิน และนักเขียน

การอบรมเชิงปฏิบัติการจากวัสดุเหลือใช้ ( Reused Materials)
วันที่ : 28 สิงหาคม 2553
เวลา : 13.00-17.00
ผู้นำกิจกรรม : มนตรี เติมสมบัติ
สถานที่ : ห้องสมุดวิลเลียม วอร์เรน
ค่ากิจกรรม : 500 บาท / ท่าน
กิจกรรมครั้งนี้นำโดยมนตรี เติมสมบัติ ศิลปินเจ้าของผลงานและนิทรรศการ “พลิกฟ้าบิน พลิกดินเกิด” จะนำวัสดุเหลือใช้หลากหลายชนิดจากโรงงานจิม ทอมป์สัน ซึ่งเป็นหนึ่งในวัสดุที่มนตรีใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานครั้งนี้ มาแนะนำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เกิดไอเดียสร้างสรรค์และมาผลิตเป็นผลงานศิลปะ

การอบรมเชิงปฏิบัติการทำหนังสือทำมือ ( Book Binding )
วันที่ : 11 กันยายน 2553 เวลา : 13.00-17.00
ผู้นำกิจกรรม : ไทปิดา มุทิตาภรณ์
สถานที่ : ห้องสมุดวิลเลียม วอร์เรน
ค่ากิจกรรม : ยังไม่กำหนด

การบรรยาย : การเดินทางทางจิตวิญญาณเพื่อหาความหมายและปรัชญาแห่งชีวิต
วันที่ : 18 กันยายน 2553
เวลา : 14.00-16.00
ผู้บรรยาย : ประมวล เพ็งจันทร์ และ สุดแดน วิสุทธิลักษณ์
สถานที่ : ห้องสมุดวิลเลียม วอร์เรน
ค่ากิจกรรม : ไม่เสียค่าใช้จ่าย
การเดินทางแม้ต่างที่ ต่างกาล ต่างวาระและวิธีการ แต่การเดินทางได้สร้างประสบการณ์ทางความคิด ในบทบาทของนักเดินทางหรืออีกนัยหนึ่งได้กลายเป็นนักสำรวจและนักสังเกตการณ์ในขณะเดียวกัน ในขณะที่การเดินทางจากภายนอกเกิดผลเป็นการสำรวจสู่ภายใน การเผชิญกับคำถามเชิงปรัชญาทั้งเรื่องการเกิด การตาย การมีตัวตนและการเป็นอื่น กับการค้นพบคำตอบที่เป็นความหมายแห่งชีวิต

ข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งกรุณาติดต่อหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน 02 612 6741
อีเมล์ artcenter@jimthompsonhouse.com