Bruce Gundersen
At Khun Chang s House
Bruce Gundersen
Meeting in the cotton field
Bruce Gundersen
Slashing Curtains
กรกฤช เจียรพินิจนันท์
วัดปาเลไลย์ จิรกรรมฝาผนัง เรื่องขุนช้างขุนแผน โดยเมืองสิงห์ จันทร์ฉาย จังหวัดสุพรรณบุรี
กรกฤช เจียรพินิจนันท์
เขาพระ ลานม้าสีหมอก ถ้ำขุนแผน นางพิม อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี
เหม เวชกร (พ.ศ. 2446 - 2512 กรุงเทพ)
ภาพประกอบชุดขุนช้างขุนแผน ราวพ.ศ. 2473
ดินสอบนกระดาษ
ของสะสมส่วนตัว
เหม เวชกร (พ.ศ. 2446 - 2512 กรุงเทพ)
ภาพประกอบชุดขุนช้างขุนแผน ราวพ.ศ. 2473
ดินสอบนกระดาษ
ของสะสมส่วนตัว

ศิลปินรับเชิญ เหม เวชกร, จักรพันธ์ โปษยกฤต, บรูซ กันเดอร์สัน, กรกฤช เจียรพินิจนันท์ และ ประดิษฐ ประสาททอง

ภัณฑารักษ์กิติมศักดิ์ ดร. คริส เบเกอร์ และ ดร. ผาสุก พงษ์ไพจิตร
ร่วมกับทีมภัณฑารักษ์ประจำ นำทีมโดย กฤติยา กาวีวงศ์ โสมสุดา เปี่ยมสัมฤทธิ์ และ ยุวดี ศรีห้วยยอด

นิทรรศการ มุมมองใหม่ขุนช้างขุนแผน เป็นนิทรรศการเกี่ยวกับนิทานพื้นบ้านเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งเป็นเรื่องราวปรัมปราที่ค่อยๆพัฒนาเป็นวรรณคดีชิ้นโบว์แดงแห่งสยาม เรื่องขุนช้างขุนแผนถูกรวบรวมขึ้นครั้งแรกโดยกวีนิรนามในสมัยอยุธยา จากนั้นจึงมีการเรียบเรียง ปรับเปลี่ยน และขยายความโดยนักขับเสภาชาวบ้าน และกวีในราชสำนัก รวมถึงครูแจ้ง สุนทรภู่ รัชกาลที่ 2 และกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตามลำดับ เมื่อไม่นานมานี้ ดร.คริส เบเกอร์ และดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงได้แปลขุนช้างขุนแผนเป็นภาคภาษาอังกฤษที่มีชื่อว่า “The Tale of Khun Chang Khun Phaen” การพิมพ์ผลงานแปลชิ้นนี้ได้รับทุนสนับสนุนบางส่วน จากมูลนิธิเจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สัน

ดร. คริส และ ดร. ผาสุก ผู้แปลทั้งสองท่านได้ทำหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์กิติมศักดิ์ และทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมภัณฑารักษ์ของหอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน ได้กล่าวว่า “นิทานขุนช้าง ขุนแผน ไม่เหมือนกับวรรณคดีไทยที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับคุณูปการของเทพเจ้าและกษัตริย์ ส่วนใหญ่มักจะอ้างอิงเค้าโครงเรื่องจากต่างประเทศ แต่นิทานเรื่องนี้พัฒนาจากเรื่องเล่าพื้นบ้านไทย และน่าจะมาจากเรื่องจริงและเดินเรื่องโดยใช้ลักษณะพื้นภูมิสังคมไทย ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อเรื่องก็คล้ายกับมหากาพย์และนิยายเกี่ยวกับการผจญภัยที่พัฒนามาจากประเพณีการเล่าเรื่อง หรือการมีปฏิสัมพันธ์ซ้ำๆระหว่างนักแสดงและผู้ชม นิทานสะท้อนให้เห็นคุณค่าทางสังคมที่มีมาแต่เดิม ดังนั้น นิทานขุนช้างขุนแผนจึงมีเอกลักษณ์แสดงความสัมพันธ์และทัศนคติทางสังคม อย่างไรก็ตาม นิทานเรื่องนี้ยังมีที่มาที่ซับซ้อน เนื่องจากมีการพัฒนาผ่านช่วงเวลาที่ต่างกัน 2 ช่วง ช่วงแรกจากประเพณีเรื่องเล่าพื้นบ้าน และอีกช่วงหนึ่งจากในราชสำนัก อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนนี้ยังแสดงถึงความขัดแย้งของคุณค่าพื้นบ้านและคุณค่าในราชสำนัก เมื่อเวลาผ่านไป เค้าโครงของเรื่องขุนช้างขุนแผน รวมทั้งภาษาที่ใช้ในงานประพันธ์นี้มีการเปลี่ยนแปลง แก้ไข ปรับเปลี่ยนไป โดยกวีต่างๆ ตั้งแต่ภาษาพูดแบบชาวบ้านไปเป็นภาษาที่เป็นทางการมากขึ้น”
ผู้แปลใช้เวลาถึง 7 ปี ในการทำวิจัยเชิงอรรถจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และแหล่งข้อมูลอีกหลายแห่ง อีกทั้งยังมีการวิเคราะห์และรวบรวมจนมาเป็นภาคปัจจุบันได้อย่างถูกต้อง

นิทรรศการนี้อาศัยการวิเคราะห์วิวัฒนาการของมหากาพย์อย่างใกล้ชิดของผู้แปลทั้งสองท่าน มุ่งเน้นแนวคิดที่หลากหลายของเนื้อหาสำคัญที่ยังคงมีผลกระทบต่อสังคมไทยในปัจจุบัน อาทิ การเมืองแบบใช้อำนาจ การเมืองว่าด้วยเพศ และคุณค่าทางสังคม เรื่องขุนช้างขุนแผนไม่ใช่แค่เรื่องราวรักสามเศร้าธรรมดาๆระหว่างนางพิมพิลาไลย (วันทอง) ขุนช้าง และขุนแผนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความซับซ้อนของตัวบทหลายๆ ชุดที่ซ่อนไว้อย่างมากมาย นิทรรศการจึงเสนอมุมต่างๆให้ผู้ชมร่วมสมัยได้พินิจ โดยใช้รูปแบบการนำเสนอที่หลากหลาย แสดงให้เห็นถึง ลำดับเวลาของโครงสร้างของเรื่องและการพัฒนาการจากนิทานไปเป็น สมุดข่อย วรรณกรรม กวีนิพนธ์ การแสดง รวมถึงการผลิตซ้ำออกมาสู่รูปแบบของวัฒนธรรมสื่อบันเทิงสมัยใหม่ นอกจากนั้นยังแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับโครงสร้างของนิทาน แผนที่ ลักษณะพื้นภูมิทางสังคม ประเพณี นิยายที่เล่าลือกันมา และแม้แต่ให้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในกระบวนการแปล ด้วยการผนวกกันระหว่างเอกสารอ้างอิงทางประวัติศาสตร์กับการผลิตทางวัฒนธรรม หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สันได้เชิญศิลปินร่วมสมัย รวมทั้งศิลปินด้านการแสดงมาอ่าน และตีความเรื่องขุนช้างขุนแผนใหม่ รวมทั้งวิเคราะห์โดยอาศัยบริบทปัจจุบัน เพื่อให้โอกาสผู้ชมได้เข้าใจและอ่านวรรณกรรมที่เล่าลือกันนี้ด้วยมุมมองใหม่ๆ

ศิลปินที่ร่วมแสดงในส่วนของงานด้านทัศนศิลป์ ได้แก่ ผลงานจิตรกรรม โดย จักรพันธ์ โปษยกฤต งานภาพประกอบ โดย เหม เวชกร ภาพถ่ายดิจิตอล โดย บรูซ กันเดอร์สัน และ ภาพถ่ายเส้นทางการผจญภัยของขุนแผน โดย กรกฤช เจียรพินิจนันท์ ศิลปะการแสดง โดย ประดิษฐ์ ปราสาททอง สิ่งประดิษฐ์ซ้ำ วัฒนธรรม และ บันเทิง อาทิ ภาพยนตร์ ละคร และ การ์ตูน ฯลฯ นอกจากนั้น เรายังนำเสนอชุดแต่งกายสำหรับเหตุการณ์ต่างๆ เช่น พิธีกรรม ความรัก การผจญภัยและ สงคราม พร้อมกับโปรแกรมให้การศึกษา และ เสวนาพร้อมพรั่งจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องนี้ตลอดช่วงนิทรรศการ

ประวัติศิลปินที่ร่วมแสดง
เหม เวชกร
เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2446 ที่ตำบลพระราชวัง อำเภอพระนคร เป็นบุตรของ ม.ร.ว.หุ่น ทินกร และ ม.ล.สำริด พึ่งบุญ พ่อกับแม่แยกทางกันจึงไปอยู่กับลุง ม.ร.ว.แดง ทินกร ทำให้มีโอกาสพบและเป็นผู้ช่วยให้กับ คาร์โล ริโกลี จิตรกรชาวอิตาเลียน ที่เขียนภาพบนเพดานโดมในพระที่นั่งอนันตสมาคม และเป็นคนสอนให้วาดเส้น และลวดลายต่างๆ แต่ต่อมาเหมมีชีวิตผกผันเร่ร่อนไปทำงานเป็นนายท้ายเรือโยง และเป็นช่างเครื่องจักรไอน้ำแล้วผันตัวไปเป็นช่างเครื่องในงานสร้างเขื่อนพระรามหก เมื่อเข้ากรุงเทพมาเป็นช่างเขียนในกรมตำราทหารบก กระทรวงกลาโหม และพร้อมกับมีอาชีพเสริมด้วยการเล่นดนตรีไทย งานเล่นดนตรีคลอประกอบการฉายหนังเงียบในโรงภาพยนตร์ แต่ต่อมาอาชีพนักดนตรีเริ่มฝืดเคือง เริ่มงานเขียนปกนวนิยาย เป็นงานหลักหาเลี้ยงชีพ ปลายปี พ.ศ. 2478 เหม เวชกรและเพื่อนได้ร่วมกันเปิดสำนักพิมพ์ ‘เพลินจิตต์’ พิมพ์นิยายราคาถูก ปกเป็นภาพเขียนฝีมือของเหม พิมพ์สอดสีสวยงาม ราคาแค่เพียง 10 สตางค์ ชีวิตส่วนตัว สมรส กับ แช่มชื่น คมขำ แห่งสำนักวังหลานหลวงของกรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ โดยไม่มีทายาท เหม เวชกร ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2512 ณ บ้านพักแหล่งสุดท้ายของท่านที่ซอยตากสิน 1 เขตธนบุรี

จักรพันธุ์ โปษยกฤต เกิดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2486 ที่กรุงเทพมหานคร บุตร นายชุบและนางสว่างจันทร์ โปษยกฤต ระยะแรกเข้าศึกษาที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย จากนั้นจึงเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปีพุทธศักราช 2543 ได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 52 นายช่างเอกในรอบ 200 ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อาจารย์จักรพันธุ์ เคยเป็นพระอาจารย์พิเศษถวายการสอนวิชาจิตรกรรมให้กับทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปัจจุบันได้ก่อตั้งมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ซึ่งเป็นทั้งพิพิธภัณฑ์ มูลนิธิ สถานที่ทำงาน และโรงละครหุ่นกระบอก ขึ้นที่บริเวณบ้านพัก ถนนเอกมัย
อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เป็นศิลปินอิสระที่มีความเชี่ยวชาญด้านจิตรกรรมทั้งแบบไทยประเพณีและศิลปะร่วมสมัย มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง อีกทั้งผลงานอื่นๆ ได้แก่ งานพุทธศิลป์ ประเภทจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์ เช่น โบสถ์วัดตรีทศเทพวรวิหาร วัดเขาสุกิม งานประติมากรรมไทย เช่น ประติมากรรมรูปเจ้าเงาะกับเด็กเลี้ยงควาย จากเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่อุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จังหวัดสมุทรสงคราม งานหุ่นกระบอก เช่น หุ่นกระบอกเรื่องสามก๊ก ลิลิตตะเลงพ่าย งานซ่อมหุ่นวังหน้า เป็นต้น

กรกฤช เจียรพินิจนันท์ เป็นศิลปินรุ่นใหม่ ทำงานด้วยสื่อภาพถ่ายอย่างต่อเนื่องตั้งเรียนจบจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2542 และเริ่มประกาศชื่อในวงการศิลปะนับตั้งแต่นิทรรศการดี่ยวครั้งแรก“นีโอโรแมนติก” ที่ทำให้กรกฤชเริ่มถูกจับตามองในฐานะศิลปินรุ่นใหม่ที่นำเสนอภาพอันดาษดื่นของคนรุ่นเดียวกับเขา ซึ่งกำลังงวยงงสงสัยและหวาดวิตกไร้ทิศทางในโลกที่ขับเคลื่อนไปด้วยการเชื่อมต่ออย่างฉับพลัน ของการสื่อสารที่แพร่ขยายขึ้นในหมู่หนุ่มสาวเมื่อทศวรรษ 1990 ทำให้ผลงานกรกฤชในช่วงแรกๆ เต็มไปด้วยบรรยากาศที่กระเซ็นกระสาย ไม่หยุดนิ่ง เพื่อจะผสม ผสานกันระหว่าง snapshot aesthetic กับลีลาการเล่าเรื่องที่ละม้ายการดูหนัง อันนับว่าน่าหลงใหลและ แปลกตาไปพร้อมๆ กัน

ประดิษฐ ประสาททอง เป็นเจ้าของรางวัลศิลปินศิลปาธรปี2547 ของสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ผู้เขียนบท ผู้กำกับ และนักแสดงละครเวที ที่มีผลงานสร้างสรรค์มาอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและนานาชาติ โดยเฉพาะละครแนวผสมผสานเรื่องราวโบราณกับเนื้อหาร่วมสมัย และการผสมผสานรูปแบบการแสดงโบราณกับเทคนิคละครสมัยใหม่ ประดิษฐเคยเป็นสมาชิกกลุ่มละครมะขามป้อมมาร่วม30ปี เป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนเครือข่ายละครกรุงเทพ ร่วมจัดเทศกาลละครกรุงเทพที่บางลำพูและพื้นที่ต่างๆทั่วกรุงเทพฯ ในเดือนพฤศจิกายน ของทุกปีตั้งแต่พ.ศ.2545

บรูซ กันเดอร์เซ็น (Bruce Gundersen) เป็นศิลปินที่ทำงานศิลปะหลายแขนง และทำงานเป็นทีมกับ คล้าก ผลงานของเขาถูกนำไปแสดงตามเทศกาลศิลปะและพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยหลายแห่งในยุโรปและอเมริกา ผลงานวีดีโอ ที่เขาทำกับคล้าก ชื่อว่า ฟิชกัน ฟิล์ม เขาได้บันทึกการเต้นรำในพิธีต่างๆ ของอุษาอาคเนย์ เขามีความสนใจและทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องเล่าในตำนานต่างๆ ที่เป็นวัฒนธรรมสากล ซึ่งได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาได้ทำงานภาพพิมพ์ดิจิตอล บรูซกล่าวว่า “ การหาแรงบันดาลใจในเรื่องระบบความเชื่อและ ศิลปะแบบท้องถิ่น จากยุคโบราณ และ ยุคสมัยใหม่ในอุษาคเนย์ ผมต้องการสร้างมันขึ้นมาอีกครั้งด้วยกระบวนสมัยใหม่ผ่านงานศิลปะแบบดิจิตัล” เขาได้รับทุนจากสมาคมวัฒนธรรมเอเซีย ในปี 2551 (2008) เพื่อที่จะเข้ามาทำงานวิจัยในเอเซีย ปัจจุบันเขาทำงานและอาศัยอยู่ที่ นิวยอร์ค สหรัฐฯ

ภัณฑารักษ์กิติมศักดิ์
ดร. คริส เบเกอร์
ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ใช้เวลาวิจัยเรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นเวลา 7 ปี มีผลงานด้านวิชาการและสิ่งพิมพ์ด้านประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์มากมาย ปัจจุบันอาศัยและทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ

ดร. ผาสุก พงษ์ไพจิตร ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตำแหน่งศาสตราจารย์ (ระดับ 11)

ทีมภัณฑารักษ์ หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน
กฤติยา กาวีวงศ์ จบการศึกษาปริญญาโทด้านการจัดการบริหารศิลปะ จากคณะบริหารจัดการศิลปะและนโยบาย สถาบันศิลปะชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายศิลปะ และ ภัณฑารักษ์ ประจำหอศิลป์ บ้านจิมฯ ตั้งแต่ปี 2549

โสมสุดา เปี่ยมสัมฤทธิ์ จบการศึกษาปริญญาตรีด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ จากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบันทำงานด้านภัณฑารักษ์และการศึกษา ณ หอศิลป์ บ้านจิมฯ

ยุวดี ศรีห้วยยอด จบการศึกษาปริญญาโท ด้านพิพิธภัณฑ์ศึกษาจากสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันทำงานด้านภัณฑารักษ์และดูแลเอกสารสำคัญ ณ หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน

*หมายเหตุ: มุมมองใหม่ ว่าด้วยเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน โดย คริส เบเกอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร จาก มหากาพย์พื้นบ้านสยาม ขุนช้างขุนแผน เสภา คีตลีลานาฎกรรม อำนาจ สงคราม ความรัก ความใคร่ และโศกนาฎกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นครศรีธรรมราช 2554

 
     

สนับสนุนโดย มูลนิธิ เจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สัน และ บริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด
ขอขอบคุณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย มูลนิธิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี หอภาพยนตร์(องค์การมหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด โกมล ผ้าโบราณ และ พิพิธภัณฑ์ ผ้าโบราณ สบันงา

ดร.คริส เบเกอร์ และดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ผู้แปลและเรียบเรียงหนังสือ The Tale of Khun Chang Khun Phaen Siam’s Folk Epic of Love, War and Tragedy ซึ่งเป็นที่มาของนิทรรศการ Re-Reading Khun Chang Khun Phean

เกี่ยวกับภัณฑารักษ์:
ดร. คริส เบเกอร์
ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ใช้เวลาวิจัยเรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นเวลา 7 ปี มีผลงานด้านวิชาการและสิ่งพิมพ์ด้านประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์มากมาย ปัจจุบันอาศัยและทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ

ดร. ผาสุก พงษ์ไพจิตร ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตำแหน่งศาสตราจารย์ (ระดับ 11)

กิจกรรมพิเศษ: นิทรรศการ Re-Reading Khun Chang Khun Phaen

การบรรยายในหัวข้อ ขุนช้าง ขุนแผนกับการตีความใหม่
ผู้บรรยาย: ดร.คริส เบเกอร์ และดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร
วันที่: 13 พฤษภาคม 2554
เวลา: 17.00-17.30 น.
สถานที่: ห้องนิทรรศการ
ค่ากิจกรรม: ไม่เสียค่าใช้จ่าย
ดร.คริส เบเกอร์ และดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ผู้แปลและเรียบเรียงหนังสือ The Tale of Khun Chang Khun Phaen Siam’s Folk Epic of Love, War and Tragedy ซึ่งเป็นที่มาของนิทรรศการ Re-Reading Khun Chang Khun Phean

ละครเวทีร่วมสมัย “วันทอง-The Return of Wanthong”
กำกับการแสดง/แสดงนำ: ประดิษฐ ประสาททอง
วันที่: 28-29 พฤษภาคม 2554
เวลา: 14.00 น. / 19.30 น. (สองรอบ)
สถานที่: ห้องนิทรรศการ
ค่ากิจกรรม: 350 บาท
“วันทอง-The Return of Wanthong” เป็นละครเวทีแนวผสมผสานข้ามขนบ จากวรรณกรรมคลาสสิกที่สะท้อนชีวิตไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยาในสมัยอยุธยา ที่สรรค์สร้างโดยประชาชน ศิลปิน และราชสำนัก สืบเนื่องยาวนานหลายร้อยปีสู่ละครเวทีร่วมสมัย ผสมผสานกลอนเสภาหลากสำนวน บทเพลงและดนตรีโบราณที่เรียบเรียงใหม่ข้ามขนบ กำกับการแสดงโดยประดิษฐ ประสาททอง นำเสนอโดยหอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน

ละครจะนำเสนอเรื่องราวความทรงจำของจมื่นไวยวรนาถผู้เผชิญหน้าปีศาจนางวันทอง มารดาผู้ล่วงลับในระหว่างยกทัพไปปราบหัวเมืองเหนือ...บางสิ่งไม่อาจลบหายไปจากจิตใจได้ ทำให้เขาต้องกลับมาพบกับวิญญาณนางวันทองอีกครั้งแม้เวลาจะล่วงเลย เชิญร่วมค้นหาว่าการกลับมาอีกครั้งของนางวันทองจะให้อะไรกับสังคมไทยในวันนี้

การแสดงการขับเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนออกตัว ตอนขุนแผนพานางวันทองหนี
ผู้นำกิจกรรม: อาจารย์นพคุณ สุดประเสริฐ (อาจารย์คีตศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฎศิลป์) อาจารย์วาทิตต์ ดุริยอังกูร (หัวหน้างานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล)
วันที่: 11 มิถุนายน 2554
เวลา: 14.00-15.30 น.
สถานที่: ห้องนิทรรศการ
ค่ากิจกรรม: ไม่เสียค่าใช้จ่าย
การแสดงชุดขุนแผนพานางวันทองหนี เป็นการแสดงที่ตัดตอนมาจากการแสดงละครเสภา เรื่องขุนช้างขุนแผน กระบวนท่ารำที่สำคัญที่สุดในการแสดงชุด ขุนแผนพานางวันทองหนี คือกระบวนการท่ารำเพลงเชิดจีน ประกอบด้วยทำนองเพลงมีความไพเราะและท่ารำในแบบฉบับของขุนแผนพานางวันทองหนี ซึ่งเป็นท่ารำที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ โดยมีม้าสีหมอกเป็นพาหนะ ความสวยงามของการแสดงอยู่ที่ลีลาท่ารำของผู้แสดงทั้งสามที่จะต้องมีความสัมพันธ์ในท่าขึ้นม้า ท่าเกี้ยวพาราสี และท่าโคมสามใบ ซึ่งต้องได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีและมีระดับฝีมือที่ใกล้เคียงกัน จึงจะสอดคล้องกับบทบาทการพาหนีของตัวละคร

ศิลปินเสวนา: การตีความขุนช้างขุนแผน (ใหม่) ในมุมมองฝรั่ง
ศิลปิน: บรูซ แกนเดอร์สัน
วันที่: 25 มิถุนายน 2554
เวลา: 14.00-15.30 น.
สถานที่: ห้องนิทรรศการ
ค่ากิจกรรม: ไม่เสียค่าใช้จ่าย
บรูซ แกนเดอร์สัน ศิลปินภาพถ่ายซึ่งมีผลงานร่วมแสดงอยู่ในนิทรรศการ Re-Reading ขุนช้างขุนแผน

การบรรยาย: ขุนช้างขุนแผนในสื่อสมัยใหม่: การผลิตซ้ำและการตีความใหม่
ผู้บรรยาย: อาจารย์ณรงค์ศักดิ์ สอนใจ
วันที่: 30 กรกฎาคม 2554
เวลา: 14.00-15.30 น.
สถานที่: ห้องนิทรรศการ
ค่ากิจกรรม: ไม่เสียค่าใช้จ่าย
บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นวรรณคดีไทยเรื่องสำคัญที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แม้ในยุคปัจจุบันเนื้อเรื่องขุนช้างขุนแผนก็ยังเป็นที่นิยม และนำมาผลิตซ้ำในรูปแบบต่างๆ มากมาย ทั้งที่เป็น นวนิยาย ละคร ภาพยนตร์ และการ์ตูนสำหรับเด็ก ซึ่งหากศึกษาเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่ผลิตซ้ำในสื่อต่างๆ นี้ นอกจากเราจะเห็นความนิยมของเรื่องขุนช้างขุนแผนในยุคปัจจุบันแล้ว
ยังทำให้เห็นถึงมุมมองและการตีความใหม่ของคนร่วมสมัย ที่มีต่อวรรณคดีไทยเรื่องสำคัญนี้อีกด้วย

บรรยาย: คำ ผกา อ่านขุนช้าง ขุนแผน
ผู้บรรยาย: คำ ผกา
วันที่: 24 กันยายน 2554
เวลา: 14.00-15.30 น.
สถานที่: ห้องนิทรรศการ
ค่ากิจกรรม: ไม่เสียค่าใช้จ่าย
ในการบรรยายครั้งนี้ คำ ผกา จะหยิบยกเรื่องราวบางตอนในขุนช้างขุนแผนมาขยายความ เปรียบเทียบให้เห็นภาพคู่ขนานกับวิถีชีวิตและบทบาทในสังคมไทย

รายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน
โทร: 02 9612 6741
แฟกซ์: 02 219 2911
อีเมล์ artcenetr@jimthompsonhouse.com