โครงการอาร์ต ออน ฟาร์ม 2556

14 ธันวาคม 2556 – 12 มกราคม 2557
ณ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา


ที่มาของโครงการ

จิม ทอมป์สัน ฟาร์มมีเจตนารมณ์ที่จะอนุรักษ์และถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาวไทยเชื้อสายลาวซึ่งอาศัยอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือสู่สายตาชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อสร้างสำนึกในคุณค่าของประเพณีและวัฒนธรรมอีสานอันเก่าแก่และงดงาม

ในปี พ.ศ. 2531 จากอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมาอันเลื่องชื่อในเรื่องผ้าไหมไปเพียง 25 กิโลเมตร จิม ทอมป์สัน ฟาร์มได้ถือกำเนิดขึ้นบนพื้นที่กว่า 600 ไร่บนเชิงเขาพญาปราบ ตำบลตะขบ โดยเริ่มจากเป็นแหล่งผลิตไข่ไหมจำหน่ายให้สมาชิกเกษตรกรเพื่อรับซื้อรังสดในการผลิตเส้นไหม และเป็นพื้นที่ปลูกหม่อนอันเป็นอาหารหลักของหนอนไหม และเมื่อย่างเข้าปี พ.ศ. 2544 จิม ทอมป์สัน ฟาร์มจึงได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรปีละครั้งในเดือนธันวาคมให้บุคคลทั่วไปที่หลงใหลในธรรมชาติได้ชื่นชมบรรยากาศอันงดงามและเรียนรู้ประสบการณ์ด้านการเกษตร พร้อมเรียนรู้วงจรชีวิตของหนอนไหม ชมแปลงพืชผักและดอกไม้สีสวยสดนานาชนิด รวมถึงเลือกซื้อไม้ดอกไม้ประดับและผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารพิษซึ่งปลูกด้วยความเอาใจใส่จากเหล่าเกษตรกรของจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม

ปี พ.ศ. 2550 จิม ทอมป์สันได้ริเริ่มนำบ้านอีสาน อันเป็นสถาปัตยกรรมไทยอีสานที่เป็นเอกลักษณ์มารวบรวมไว้บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ อาทิ บ้านโคราช บ้านภูไท และเรือนเหย้า ซึ่ง “หมู่บ้านอีสาน” แห่งนี้ได้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดต้อนรับนักท่องเที่ยวที่หลงใหลในสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าและวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของภาคอีสาน โดยมีการจำลองวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี การละเล่น อาหารการกิน และการประกอบอาชีพของชาวบ้านในอดีตให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความเป็นอยู่ของชาวอีสานอันเรียบง่ายและพอเพียง ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2551 จิม ทอมป์สันยังได้สร้างและรวบรวม “หมู่บ้านโคราช” เพิ่มในบริเวณใกล้เคียง เพื่อเป็นการสะท้อนสถาปัตยกรรมอันหลากหลายของภาคอีสานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

จวบจนกระทั่งปีพ.ศ. 2552 จิม ทอมป์สัน ได้ผลักดันโครงการ อาร์ต ออน ฟาร์ม ณ ฟาร์มจิม ทอมป์สัน ขึ้นอันเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สันและจิม ทอมป์สัน ฟาร์มทัวร์ ในฐานะโครงการนำร่อง โดยได้เชื้อเชิญศิลปินมาทำผลงานศิลปะในบริบทที่เกี่ยวกับการเกษตรเชิงนิเวศน์ และงานสถาปัตยกรรมของ ภาคอีสาน และให้โอกาสพิเศษแก่ศิลปินในการทำงานที่คาบเกี่ยวระหว่างศิลปะ สภาพแวดล้อม การเลี้ยงไหม เกษตรกรรม และสถาปัตยกรรมภายในบริบทของ ภาคอีสาน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นสะพานเชื่อมโยงศิลปะ ชีวิต และธรรมชาติเข้าด้วยกัน ศิลปินได้รับการสนับสนุนให้ทำงานกับธรรมชาติ วัสดุในท้องถิ่นและวัสดุ รีไซเคิล ผลงานจะได้รับการนำมาจัดแสดงตามจุดต่างๆ ในพื้นที่ฟาร์ม ในฐานะส่วนหนึ่งของเส้นทางเยี่ยมชม ฟาร์มจิม ทอมป์สัน ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

ผลงานศิลปะ ใน ฟาร์ม นำเสนอทางเลือกและความเป็นไปได้อันหลากหลายแก่ศิลปิน ในการนำเสนอและลับ ฝีมือความคิดสร้างสรรค์ของตน โดยมุ่งสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้เยี่ยมชมโดยมากเป็นกลุ่มครอบครัวและเพื่อน ต่อศิลปะ สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ และระบบนิเวศ ที่ผู้ชมสามารถเข้าถึงได้จากการมองเห็น ถ่ายรูปและเข้าไปมีส่วนร่วมกับผลงาน ทั้งยังมีจุดหมายเพื่อสร้างรากฐานความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการศิลปะโดยอิงแหล่งความรู้และโครงการการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการกับศิลปินและผู้นำกิจกรรมต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการกระตุ้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของผู้เยี่ยมชนทั้งจากท้องถิ่นและจากแหล่งอื่นๆ ในฐานะส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ที่ยาวนานตลอดชีวิต

วัตถุประสงค์

  1. วิจัยและพัฒนาต่อยอดความรู้เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการสร้างสรรค์งานศิลปะที่มีส่วนร่วมระหว่างศิลปินและชุมชน
  2. นำผลวิจัยที่ได้มาสร้างสรรค์งานศิลปะและจัดแสดงในฟาร์มจิม ทอมป์สัน อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา
  3. งานศิลปะที่จัดแสดงช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ทั้งในแง่สุนทรียและพัฒนาต่อยอดความรู้เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ระหว่าง ศิลปิน ชุมชนและคนนอกชุมชน

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. ศิลปินและชุมชนเกิดการเรียนรู้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
  2. ศิลปินได้แสดงงานศิลปะในฟาร์ม
  3. ผู้ชมได้ชมงานศิลปะและเกิดความรู้ใหม่จากงานศิลปะ


โครงการอาร์ต ออน ฟาร์ม ที่ผ่านมา ผลงานส่วนใหญ่ล้วนได้แรงบันดาลใจ และถูกถ่ายทอด ในเรื่องราวของธรรมชาติ และวิถีวัฒนธรรมอีสาน เรื่อยมาและจะยังคงดำเนินต่อไป สำหรับปีนี้ มรดกล้ำค่าของวัฒนธรรม อีสานได้ถูกยกย่องนำมาเป็นแนวคิดหลักของงานจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ทัวร์ ประจำปี 2556 “ออนซอนหลาย ลายผ้าอีสาน” น่าชื่นใจนักกับมรดกผ่านผ้าอีสาน เบื้องหลังลวดลายที่ปรากฏบนผืนผ้า แฝงไปด้วยคติความเชื่อ การบันทึกเรื่องราวสิ่งที่พบเจอและวิถีการดำเนินชีวิต ที่ช่างทอตัดทอนรูปทรงมาลงในพื้นที่อันจำกัด จากอดีตสู่ปัจจุบันการทอผ้า การผลิตลวดลาย และการใช้งานปรับเปลี่ยนไปตามการพัฒนา แต่การถ่ายทอดยังคงเป็นวิธีดั้งเดิมคือ คนถ่ายทอดให้คนจากรุ่นสู่รุ่น

เมื่อต้นปี 2556 นี้ ทีมงานฟาร์ม ทัวร์ ได้ทำการลงพื้นที่อีสานดูแหล่งผลิตผ้า ตามชุมชนและกลุ่มสหกรณ์ต่างๆ ซึ่งน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง นอกจากตัวผืนผ้าอันทรงคุณค่าแล้ว วิถีการดำเนินชีวิต ความเปลี่ยนแปลงในสังคม ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ผู้ส่งผลงานเข้าร่วมสามารถสร้างสรรค์งานที่มี ผ้า อันเป็นภูมิปัญญาอีสาน มิใช่แค่เพียงลายผ้า วิธีทอ การเลี้ยงไหมปลูกหม่อน แต่รวมไปถึงคติ ความเชื่อ คุณค่าที่จับต้องไม่ได้ มาเป็นพื้นฐานความคิด โดยไม่จำกัดเทคนิค และรูปแบบการนำเสนอ ผลงานให้ผสานไปกับพื้นที่ในฟาร์ม

 

ศิลปินในโครงการอาร์ต ออน ฟาร์ม 2556 ทั้งหมด 7 คน 7 โครงการ ได้แก่

 
1. อักษร+พงศ์ธริน สตูดิโอ: อักษร รักษ์พงศ์ และ พงศ์ธริน เพชรจันทร
ทอลายศาลา
ขนาดตามพื้นที่
โลหะ และ แผ่นอครีลิค

ศาลาอเนกประสงค์ที่เกิดขึ้นกลางที่โล่งเป็นการทอของเส้นสายของเงาและสีของแสงที่ตกกระทบและลอดผ่านลวดลายของโครงสร้างและแผ่นอะครีลิคในสีต่างๆ โดยการทอของแสงและเงาที่เกิดขึ้นบนพื้นศาลานี้จะมีมิติที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลาและค่าของความสว่างของแสงธรรมชาติ โครงสร้างและลวดลายได้แรงบันดาลใจมาจากหลักการทอเบื้องต้นของลักษณะการสอดประสานด้ายยืนและด้ายพุ่งและได้นำสีที่ใช้ในงานทอผ้าอีสานมาตีความและถ่ายทอดผ่านแผ่นอะครีลิคใสสีต่างๆ

อักษร+พงศ์ธริน สตูดิโอ เป็นสตูดิโอ เพื่องานออกแบบที่ผสมผสานหลายสาขาวิชาตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร สตูดิโอแห่งนี้จัดตั้งเมื่อปีพ.ศ. 2552 อักษร รักษ์พงศ์ ทำงานเป็นมัณฑนากรและจิตรกร ผลงานจิตรกรรมของเธอล้วนแสดงให้เห็นความใหลหลงในแสง อารมณ์และเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาปัตยกรรมภายใน 

อักษร+พงศ์ธริน สตูดิโอ เป็นสตูดิโอ เพื่องานออกแบบที่ผสมผสานหลายสาขาวิชาตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร สตูดิโอแห่งนี้จัดตั้งเมื่อปีพ.ศ. 2552 อักษร รักษ์พงศ์ ทำงานเป็นมัณฑนากรและจิตรกร ผลงานจิตรกรรมของเธอล้วนแสดงให้เห็นความใหลหลงในแสง อารมณ์และเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาปัตยกรรมภายใน

พงศ์ธริน เพชรจันทร ทำงานเป็นสถาปนิก ศิลปินและนักประพันธ์ทางดนตรี ผลงานของเขามุ่งพินิจความเป็นนามธรรมของการเขียนแบบสองมิติ และโครงสร้างสามมิติ ซึ่งได้รับการปรับเปลี่ยน สังเคราะห์ และรื้อ-สร้างผ่านการนำเสนอโดยประเพณีปฏิบัติทางศิลปะการวาดเส้น เขียนแบบ และแสดงแบบทางสถาปัตยกรรม อักษรและพงศ์ธรินแสดงผลงานที่ทำงานร่วมกันในหลายวาระทั้งในกรุงลอนดอน, ไบรท์ตัน, ลูอิส, เบอร์มิงแฮมและ นอร์ธแฮมตัน สหราชอาณาจักร นอกจากนี้อักษร รักษ์พงศ์และพงศ์ธริน เพชรจันทร ยังเป็นอาจารย์พิเศษและอาจารย์ประจำตามลำดับ ให้กับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 

 

 
2. จีโร่ เอนโดะ
Hammock 500
ขนาดตามพื้นที่
ผ้าขาวม้า และขุยรังไหม

ชิ้นงานจัดแสดงบนฝั่งคลองเล็กๆ สำหรับผันน้ำใช้ในการเกษตรของ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม อาณาบริเวณดังกล่าวเกิดจากการใช้ผืนดินต้นไม้และน้ำ รวมทั้งกำแพงคอนกรีตที่มีลวดหนามขึง เพื่อกำหนดเป็นเส้นขอบของพื้นที่และความปลอดภัยให้กับฟาร์ม ต้นไม้นั้นปลูกเรียงแถวตามชายฝั่งคลองและฉายภาพของท้องทุ่งและเงาแดดที่งดงามยามลมเชยผ่าน

ผู้คนกราบไหว้ต้นไม้ด้วยความเชื่อในวิญญาณที่สิงสถิตและสำหรับต้นไม้ใหญ่ก็อาจปรากฏอารักษ์และเทพยดาขณะเดียวกันต้นไม้อีกจำนวนมากมิได้ทรงฤทธี แต่กลับมีลักษณะเฉพาะแม้จะอยู่ท่ามกลางหมู่ไม้พันธุ์เดียวกัน ในอาณาบริเวณและภูมิอากาศทำนองเดียวกันนี่เองที่สะท้อนให้เห็นความงามของความหลากหลายบนโลกใบนี้ เส้นด้ายนับเป็นกระบวนการเปลี่ยนวัสดุธรรมชาติด้วยการสาวและการปั่นฝ้ายหรือไหมให้เป็นเส้นและนำมาทอให้เป็นผืนตามแต่ต้องการ เส้นด้ายอาจได้รับการซื้อ-ขายและใช้ไปในสถานที่ต่างๆหรือเราอาจเรียกว่า “สินค้า”

จีโร่ เอนโดะ เกิดที่กรุงโตเกียวเมื่อปีพ.ศ. 2509 ปัจจุบันเป็นสถาปนิก ผู้ออกแบบงานเทศกาล นักออกแบบแสงไฟ นักจัดฉากรวมทั้งเป็นศิลปินและวิทยากรที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

 

 
3. กฤช งามสม
แมลงปอล้อคลื่น
150 x 600 x 250 ซม.
โลหะ และผ้าไหมสีแดง

แมลงปอ เป็นสัตว์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่กลับมีคุณประโยชน์สำหรับการควบคุมทางชีวภาพและสามารถเป็นตัวบ่งชี้ถึงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติได้เป็นอย่างดี เพราะแมลงปอจะหายไปหากน้ำเกิดเสียและสกปรก แมลงปอมีสีสันสดใสและรูปร่างที่สง่างาม แมลงปอมีปีกสองคู่ขนาดใหญ่ทำให้มันสามารถบินโต้ลมแรงๆ ได้ดี โดยเฉพาะแมลงปอพันธุ์สีแดงจะชอบบินรวมฝูงโต้ลมหากินอยู่กลางทุ่งนา สายลมที่พัดต้นข้าวสีเขียวตัดกับสีของแมลงปอแดงทำให้ดูพริ้วไหวเกิดเป็นความงามที่มีจังหวะเคลื่อนไหวล้อกันไปมา จากความประทับใจในข้างต้น ทำให้เกิดเป็นผลงานประติมากรรมแบบเคลื่อนไหวด้วยแรงลม โดยใช้กังหันลมเป็นตัวขับเคลื่อนให้รูปทรงของปีกแมลงปอแดงสองคู่ที่ทำจากผ้าไหมเคลื่อนที่ขึ้นลงเหมือนแมลงปอที่โผบินโต้ลมอยู่กลางทุ่งนาสีเขียวของจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม

กฤช งามสม เป็นศิลปินร่วมสมัยที่มักใช้ความทรงจำวัยเด็กบวกอารมณ์ขบขันของคนต่างจังหวัดมาเป็นแรงบันดาลใจ ในการสร้างสรรค์ผลงานด้วยการใช้วัสดุสิ่งของเครื่องใช้รอบตัวที่เห็นได้ในชีวิตประจำวันของเมืองไทย เล่นกับกลไกไฟฟ้าง่ายๆ มาสร้างเป็นผลงานศิลปะสามมิติแบบสื่อผสมอินเตอร์แอคทีพและประติมากรรมเคลื่อนไหวเล่นกับผู้ชมจนมีลูกเล่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว กฤชมักตีโจทย์และสร้างผลงานให้เข้ากับนิทรรศการอย่างหลากหลายวิธีการทั้งเสียดสีแกล้มหยิกแกล้มหยอกอย่างน่าขบขัน กฤชได้รับเลือกเป็นศิลปินรุ่นใหม่ในโครงการ “Brand New 2008” และเข้าร่วมแสดงผลงานในนิทรรศการใหญ่ๆหลายครั้ง เช่น บางกอก กล้วย กล้วย, ฝันถึงสันติภาพ, กรุงเทพ 226 และ รอยยิ้มสยาม ในระดับ 

นานาชาติเขาได้เขาร่วมแสดงผลงานในนิทรรศการ “Nuova (Arte) Povera”at Osage Gallery, Hong Kong, “Thai Transience” at พิพิภัณฑ์ศิลปะแห่งสิงคโปร์ และ Singapore Biennale 2013 กฤช งามสม จบการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพและระดับปริญญาโท สาขาทัศนศิลป์ ภาควิชาวิจิตรศิลป์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ปัจจุบันกฤช งามสมเป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่ภาควิชาวิจิตรศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังและยังคงสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอยู่ตลอดเวลา  

 

 
4. เอจิ ซูมิ
Cocoon
450 x 800 ซม.
เหล็ก ไม้ไผ่ และขุยรังไหม

ทุกวันนี้เราสวมเสื้อผ้าและใช้ผืนผ้า แต่กลับไม่เคยคิดถึงว่าผ้าเหล่านั้นมีที่มาอย่างไร ด้วยการทำผ้าทอมือของไทย ช่างทอสาวเส้นไหมจากรังไหมด้วยกรรมวิธีหลายขั้นตอนนับเป็นงานที่ใช้ความอุตสาหะและความชำนาญเชิงช่าง ด้วยการสร้างรังไหมขนาดยักษ์ ซูมิปรารถนาแสดงความรู้สึกและอารมณ์ของมนุษย์ที่ดูน้อยนิดนัก หากเทียบกับรังไหมและต้องการให้เราย้อนนึกถึงสิ่งที่เราครอบครองแต่กลับไม่เคยใส่ใจต่อที่มาของสิ่งเหล่านั้น ซูมิเกิดที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปีพ.ศ. 2513 หลังจากจบการศึกษาสาขาอุตสาหกรรมสัมพันธ์ จากมหาวิทยาลัยริคเคียวหรือที่รู้จักกันในนามมหาวิทยาลัยเซนต์ปอล ซูมิย้ายไปทำงานที่กรุงนิวยอร์ก เมื่อปีพ.ศ. 2537และทำงานในด้านศิลปะและการออกแบบ เขาศึกษาต่อในสาขาวิชาจิตรกรรมที่ The Art Student League of New York และทำงานเป็นผู้ช่วยศิลปินให้กับศิลปินชาวอิตาเลียน Stefano Castronovo ซึ่งเป็นศิลปินชั้นครูที่วาดภาพ “Andy Warhol’s Iconic Leather Jacket of Andy Warhol and Jean Michel Basquiat” ซูมิยังเป็นวิทยากรให้กับสำนักศิลปะ Parsons The New School for Design อีกด้วย

ในช่วงเวลาที่อยู่กรุงนิวยอร์ก ซูมิให้ความสนใจกับการสร้างสรรค์ผลงานด้วยงานสื่อผสมและการจัดวางและออกแบบไฟรวมถึงงานจิตรกรรมและภาพวาด ซูมิเคยทำงานให้กับลูกค้าต่างๆ เช่น Duncan Quinn, Nike, Asahi, The Maritime Hotelและจัดแสดงผลงานในนิทรรศการอีกหลายชุดโดยมี Eric Shiner ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ Andy Warhol Museum และ Helen Wu ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างและภัณฑารักษ์ร่วมให้กับ Paper Rain Parade และเพิ่งจัดแสดงที่ Art Basel Hong Kong 

ซูมิย้ายมาพำนักที่กรุงเทพมหานครเมื่อปี พ.ศ. 2555 และเป็นวิทยากรในหลักสูตรนานาชาติการออกแบบการสื่อสารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CommDe) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์นอกจากนี้ยังจัดนิทรรศการที่กรุงนิวยอร์ก โตเกียว โอซากา ฮ่องกง โตรอนโต และกรุงเทพ เช่น Onishi Gallery New York, Salomon Arts Gallery New York, Invisible Dog Art Center, Nuit Branche/Bring to Light Festival New York, Art Complex Center of Tokyo, Koi Art Gallery Bangkok, WTF Gallery Bangkok 

 

 
5. ปราโมทย์ แสงศร
อีสานมาร์
ขนาดตามพื้นที่
เสื้อผ้า และวีดิทัศน์

จะเป็นอย่างไร ถ้าผ้าของคนอีสานเป็นผ้าที่สำคัญมากที่ยังเหลืออยู่บนโลกเพียงชนิดเดียว ที่สามารถตัดเป็นชุดอวกาศเพื่อใช้ดำรงชีวิตบนดาวอังคาร โครงการนี้ได้เข้าไปค้นหาเล่นล้อกับแนวคิดของคนอีสานกับลายผ้าทั้งในอดีตปัจจุบันและมองไปถึงอนาคต นำผ้าลายอีสานมาดัดแปลงเพื่อตัดเป็นชุดอวกาศแล้วสวมใส่และทดลองในชีวิตประจำวันเพื่อเตรียมใช้ในอนาคต คนภาคอีสานเป็นชนกลุ่มแรกคนที่ถูกเลือกให้ขึ้นไปยังดาวอังคาร โดยจำลองพื้นที่ในภาคอีสานให้เป็นศูนย์การเตรียมพร้อมที่จะเดินทาง เพื่อไปตรวจสอบสภาพการอยู่อาศัยบนดาวอังคารก่อนคนภาคอื่นๆ ในประเทศไทย ชาวอีสานและผ้าอีสานคือสิ่งเดียวที่เป็นทางออกยามเมื่อเกิดวิกฤตการสิ้นสุดของโลก และเปิดกว้างให้คนอีสานได้ลองร่วมออกแบบโดยใช้ผ้าพื้นบ้านของตนเองทดสอบชุดและความเป็นไปได้ในการใช้งาน ถังอากาศหายใจ การทำส้มตำสุญญากาศ

ข้าวเหนียวสุญญากาศ การเตรียมความพร้อมในการปลูกข้าว การจุดธูปขอพรก่อนขึ้นเครื่องหรือการบวงสรวงที่แท่นก่อนปล่อยบั้งไฟ เวลานอน เวลาอาบน้ำ..... การมีอยู่ของความเชื่อและตัวตนของชาวอีสานรวมไปถึงคนที่เข้ามาร่วมชมในงาน

ปราโมทย์ แสงศร มีผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกตั้งแต่อายุ16 ปี ในช่วงระหว่างปีพ.ศ. 2545-2549 เริ่มหันหลังให้กับชีวิตการเป็นนักแสดงโดยเริ่มต้นทำภาพยนตร์สั้น มิวสิควีดีโอและโฆษณาจนถึงปัจจุบัน ผลงานกำกับภาพยนตร์สั้นมีทั้งหมด 8 เรื่องโดยหนังสั้นเรื่องที่ 3 ที่มีชื่อว่า “TSU (สึ)”หนึ่งในโครงการหนังสั้นสึนามิเป็นหนังสั้นที่เดินทางไปร่วมเทศกาลในต่างประเทศมากที่สุด 

ปัจจุบัน ผลงานภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกได้รับทุน Script Development จากเทศกาลหนังนานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้รวมทั้งทุนจากกระทรวงวัฒนธรรมประเภทภาพยนตร์นอกกระแสและเขายังได้รับทุนภายใต้การสนับสนุนจากThe Cinefondation Residence ครั้งที่ 22 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลหนังเมืองคานส์โดยต้องไปพักอาศัย ณ กรุงปารีสประเทศฝรั่งเศส 

 

 
6. ควอน ยอง จู
Billboard & Video
1,000 x 1,500 ซม.
ไม้ ผ้า แผ่นอลูมิเนียม และวิดีทัศน์

ควอน ยอง จู เลือกนำไม้ยูคาลิปตัสที่ผ่านการใช้งานเป็นนั่งร้าน กลับมาใช้สร้างสรรค์ป้ายโฆษณากลางแจ้ง นั่งร้านคือร่องรอยของระบบอุตสาหกรรมที่ใหม่ แต่ “การทิ้งขว้าง” กลับแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปรวัสดุอย่างรวดเร็วและปรากฏในปริมณฑลอย่างในประเทศเกาหลีและประเทศไทย แต่เขาไม่พิจารณาปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงสิ่งที่บ่งชี้ความเป็นไปของการผลิตหากแต่เป็นจุดที่เชื่อมโยงพื้นถิ่นถึงสองแห่งอัน ได้แก่ สถานที่ที่เขาจากมาและท้องทุ่งของไทย

ส่วนขยายรายละเอียดในวิดีทัศน์จะเชื่อมโยงให้เห็นภูมิทัศน์ทางการเมือง-จิตวิทยาของไทยและกรุงโซล วิดีทัศน์เล่าเรื่องสลับไปมา เรื่องหนึ่งถ่ายทอดชีวิตเกษตรในโรงงาน ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเป็นความทรงจำของเขาที่เกี่ยวข้องกับแม่ผู้เป็นคนงานในโรงงานสิ่งทอกว่ายี่สิบปี ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ถึง 2000 ในประเทศเกาหลีอุตสาหกรรมสิ่งทอนับเป็นแหล่งรายได้สำคัญของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมส่งออกและแรงงานยุคใหม่ของประเทศเกาหลี ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 แต่กลับถูกแทนที่ด้วยอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ในกระบวนการทำงาน เขาใช้อาคารต่างๆ ในโรงงานที่เห็นว่าน่าสนใจเพื่อสอบถามความทรงจำระหว่างพื้นถิ่นทั้งสองแห่งของประเทศเกาหลีและประเทศไทย  

ควอน ยอง จู เกิดเมื่อปีพ.ศ. 2520 อาศัยและทำงานในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ความสนใจของเขาเชื่อมโยงกับจินตนาการและกลั่นอารมณ์รักของผู้คนให้ปรากฏ เราคงต้องประหลาดใจทีเดียวเมื่อมนุษย์ต่างมีชีวิตที่คล้ายคลึงกัน ทั้งๆที่เติบโตและอยู่ในบริบทที่ต่างกัน เขาจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยว “น้ำตก–โครงสร้างของการเอาตัวรอด” (Waterfall-Structure of Survival) ที่ Seoul Art Space Mullae เ มื่อปีพ.ศ. 2554 และ “ทุ่นเบา” (Buoy Light) ที่ Insa Art Space ปีพ.ศ. 2553 

 

 
7. ลี วัน
Made in Thailand
ขนาดตามพื้นที่
ผ้า และ ไม้

ความเชื่อ เป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนความเชื่อต่างๆ ที่คนงานท้องถิ่นยังคงนับถือและปฏิบัติในการดำเนินชีวิตและการทำงาน คนงานใน จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม จะสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับศิลปิน ลี วัน เพื่อบอกเล่าเรื่องราวลงบนธงที่กอปรด้วยคำว่า “ความเชื่อ” ที่มาจากพื้นเพของแต่ละผู้คน

ลี วัน เกิดเมื่อปีพ.ศ. 2522 เขาได้รับปริญญาศิลปกรรมศาสตร์บัณฑิต (ประติมากรรม) มหาวิทยาลัยดงกุก (Dongguk University) ปีพ.ศ. 2547 และคงทำงานอย่างต่อเนื่อง เขาสนใจตั้งคำถามเกี่ยวกับระเบียบต่างๆ ที่ปรากฏในระบบสังคม เช่น แรงงานเศรษฐกิจ ภาษีประเพณีและอุตสาหกรรม เขาพยายามสะท้อนให้เห็นโครงสร้างภายในของระบบในหลายลักษณะ

 

For more information please contact The Jim Thompson Art Center.
Tel: 02 612 6741
Mobile: 0801 406 3383
Fax: 02 219 2911
Email: pr_artcenter@jimthompsonhouse.com