หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ภูมิใจนำเสนอ คืนแห่งบทกวี โดย 3 ศิลปินซีไรต์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ จิรนันท์ พิตรปรีชา และไพวรินทร์ ขาวงาม มาร่วมกันเสวนาพร้อมอ่านบทกวีเพื่อสดุดีบทบาทผู้หญิงในฐานะผู้รังสรรค์สิ่งทอ

กิจกรรมครั้งนี้จะเป็นกิจกรรมสุดท้ายก่อนอำลานิทรรศการ Weaving Paradise ซึ่งเป็นนิทรรศการแสดงเกี่ยวกับสิ่งทอในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผู้หญิงเป็นผู้ผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้าขั้นปฐม นิทรรศการนี้จึงเป็นการสดุดีความคิดสร้างสรรค์ของสตรีและบทบาทรวมไปถึงสถานะของสตรีในสังคม การอุทิศตนให้กับการทอผ้าของสตรีนั้นเป็นแนวคิดสากลที่พบได้บ่อยครั้งในงานวรรณกรรม ในวรรณกรรมระดับคลาสสิกของโลกตะวันตก อาทิ มหากาพย์โอดิสซี่ของโฮเมอร์ และรัฐบุรุษของเพลโต้ พบการใช้สัญลักษณ์เรื่องผ้าและการทอผ้า เรื่องราวตำนานพื้นบ้านในวัฒนธรรมต่างๆทั่วโลกต่างกล่าวถึงสตรีและการทอผ้า สะท้อนภาพความงดงามและความสมบูรณ์พร้อมของสตรี เช่นเดียวกับในงานวรรณกรรมมุขปาฐะและวรรณกรรมที่ได้รับการคัดลอกไว้อื่นๆของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้ภาพของสตรีที่ดีว่าเป็นช่างทอที่มีลักษณะความเพียร การบรรยายภาพสตรีที่ใช้เวลานานนับชั่วโมงอยู่หน้าหูกทอผ้าเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ของสตรี ในงานวรรณกรรมมุขปาฐะของชาวไต พบการใช้สัญลักษณ์เรื่องผ้าและช่างทอในเพลงกล่อมเด็ก เพลงเกี้ยวพาราสี และตำนานต่างๆทักษะการทอผ้าของสตรีถูกมองโดยสังคมเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า มีความสามารถเป็นผู้ให้และใส่ใจ

การเสวนาและการอ่านบทกวีครั้งนี้ จึงเสมือนเป็นการแลกเปลี่ยนแนวคิดและมุมมองจากสาม ศิลปินซีไรต์ ที่มีต่อบทบาทผู้หญิงในฐานะผู้รังสรรค์สิ่งทอ โดยจะมีทั้งอ่านบทกวีนิพนธ์ที่แต่งขึ้นมาใหม่ และกวีนิพนธ์บางส่วนจากม้าก้านกล้วยในตอน “ไหมแท้ที่แม่ทอ” โดยคุณไพวรินทร์ ขาวงาม

มาร่วมกันอ่านบทกวีและแลกเปลี่ยนแนวคิดใน คืนแห่งบทกวี วันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2551 เวลา 19.00 - 21.00 น. ณ ห้องสมุดวิลเลียม วอร์เรน (อาคารเฮนรี่ บี ทอมป์สัน บริเวณลานจอดรถของพิพิธภัณฑ์บ้านไทยจิม ทอมป์สัน)

ดำเนินรายการโดย คุณภาณิศา ภูวภิรมย์ขวัญ

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
เกิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2483 ที่จังหวัดกาญจนบุรี เริ่มงานเขียนครั้งแรกเมื่อเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เนื่องจากได้พบโคลงที่บิดาเขียนไว้เมื่อครั้งยังหนุ่ม จึงอยากเขียนได้เช่นนั้นบ้าง เป็นกวีที่สร้างสรรค์ผลงานหลากหลายรูปแบบ ทั้ง ร้อยกรอง และร้อยแก้ว เมื่อเรียนอยู่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยอยู่ชุมนุมวรรณศิลป์มาก่อนผลงานสร้างสรรค์สะท้อนความดื่มด่ำในสมบัติวรรณศิลป์ไทย ด้วยการใช้ฉันทลักษณ์หลากรูปแบบ ให้ความสำคัญกับความเสนาะพริ้งพรายของลำนำกวี และการถือวรรณคดีโบราณเป็นครูอย่างเคารพเป็นกวีที่ศึกษาวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง ดื่มด่ำกับดนตรีไทย และเข้าถึงพุทธธรรมอย่างแตกฉาน ทำให้การสร้างสรรค์กวีนิพนธ์แฝงปรัชญาแห่งพุทธธรรมไว้อย่างประณีตงดงาม เป็นกวีผู้สร้างสรรค์สืบสานกวีนิพนธ์จากแบบนิยม และสมบัติวรรณศิลป์ไทยได้อย่างสมบูรณ์ทั้งยังได้พัฒนาสมบัติวรรณศิลป์ไทย เพื่อใช้สื่อสารกับคนไทยร่วมสมัยได้อย่างประทับใจมีประสิทธิภาพยิ่ง บ่งบอกถึงความเป็นปราชญ์ทางภาษาและการสร้างสรรค์สุนทรียารมณ์อันงดงาม เมื่อ พ.ศ. 2523 ได้รับรางวัลซีไรต์จากกวีนิพนธ์รวมเล่มเรื่องเพียงความเคลื่อนไหว เมื่อ พ.ศ. 2536 ได้รับการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ สาขาย่อยกวีนิพนธ์ จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

จิระนันท์ พิตรปรีชา
เกิดที่ จ.ตรัง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2498 ทางบ้านมีร้านขายหนังสือ และแม่เคยเป็นครูมาก่อน ทำให้รักการอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก เริ่มเขียนกลอนในช่วงเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสตรีประจำจังหวัด (เมื่ออายุ 13-14 ปี) และส่งไปตามนิตยสารต่างๆ เช่น ชัยพฤกษ์ วิทยาสาร จักรวาล ฯลฯ ซึ่งงานได้รับการตีพิมพ์ พอเขียนส่งประกวดก็ได้รับรางวัล ทำให้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียน สมัยที่เข้าเรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าชมรมวรรณศิลป์อยู่พักหนึ่งตามที่เคยหวังไว้ตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนก่อนจะออกมาเขียนงานอิสระไม่สังกัดชมรม ผลงานที่ตีพิมพ์รวมเล่ม ได้แก่ โลกที่สี่ เสียงร้องของประชาชน (แปล) เกิดในกองทัพ บันทึกจากกองร้อยทหารปลดแอก จิระนันท์เป็นหนึ่งในกลุ่มนักศึกษาที่ต่อสู้ในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และร่วมต่อสู้อีกครั้งในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ซึ่งทำให้ต้องเข้าไปอาศัยอยู่ในป่าหลายปีในช่วงที่อยู่ป่าเป็นช่วงเวลาที่มีประสบการณ์มากมาย ทำให้เรียนรู้ชีวิต ก่อนจะออกมาและเดินทางไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา พร้อมกับสามี - เสกสรร ประเสริฐกุล ในปี 2524 ชื่อของจิระนันท์ โด่งดังในสังคมไทยอีกครั้ง ในปี 2533 เมื่อได้รับรางวัลซีไรท์ด้านบทกวีจากผลงาน"ใบไม้ที่หายไป"ปัจจุบันเธอทำงานหลายอย่างในวงการหนังสือ ที่โดดเด่นที่สุดคือการแปลบทภาพยนตร์

ไพวรินทร์ ขาวงาม
เกิดเมื่อปีพุทธศักราช 2504 ในครอบครัวชาวนาแห่งทุ่งกุลาร้องไห้ ตำบลทุ่งกุลา อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เนื่องจากเรียนดีแต่ยากจน จึงถูกส่งไปบวชเรียน ตั้งแต่สามเณรจนเป็นพระด้วยเวลา 8 ปี ชอบการประพันธ์ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรน้อย ต่อมาสละเพศบรรพชิตออกจากวัดก้าวสู่ชีวิตโลกด้วยงานหนังสือพิมพ์แบบใจรักสมัครทำ แล้วติดพันอยู่ในวงการนี้มาโดยตลอด ถือเป็นการศึกษานิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ หรืออักษรศาสตร์ นอกมหาวิทยาลัย

ประพันธ์ทั้งบทร้อยกรอง บทร้อยแก้ว บทเพลง ผลงานชุดแรกชื่อ “ลำนำวเนจร” ในปี 2528 ตามด้วย “คำใดจะเอ่ยได้ดั่งใจ” “ฤดีกาล” “ไม่ใช่กวีนิพนธ์จากชายป่าอารยธรรม” “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีรัก” “หลายชีวิต คิดถึงบ้าน” ฯลฯ ได้รับรางวัลซีไรต์ในปี 2538 ด้วยผลงาน “ม้าก้านกล้วย”

ใช้ชีวิตเมืองหลวงร่วมยี่สิบปี ก่อนกลับไปอยู่ต่างจังหวัดภาคอีสานบ้านเกิด ผลงานส่วนใหญ่ที่ผ่านมา มักมีลักษณะเพาะปลูกทักทอยึดโยงเยื่อใยแห่งชีวิตเมืองและชนบท บทกวีชื่อ “ไหมแท้ที่แม่ทอ” เป็นตัวอย่างหนึ่ง นอกจากแปลเป็นภาษาต่างประเทศ ยังผ่านการนำไปอ่านในที่ต่างๆ ทั้งขับทำนองเสนาะ ใส่ทำนองเป็นเพลง กระทั่งนำไปประกอบบทละครเวที

ปัจจุบัน เป็นคนเขียนหนังสือเยี่ยงศิลปินอิสระ พำนักอยู่กับครอบครัวที่ 599/95 ถนนสมหวังสังวาลย์ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง กรุณาติดต่อ

คุณโสมสุดา (ฝ่ายการศึกษาและกิจกรรมพิเศษ)
โทร: 02 612 6741
แฟกซ์ : 02 219 2911
อีเมล์: somsuda@jimthompsonhouse.com
(ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าฟัง)

ที่อยู่
เลขที่ 6 ซอยเกษมสันต์ 2 ถนนพระราม 1 แขวงวังใหม่ ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ