ชีวิตอันน่าตื่นเต้นของจิม ทอมป์สัน คือภาพสะท้อนถึงยุคสมัยอันเหลือเชื่อ ยุคสงครามเย็นที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างบนโลกกระทั่งในประเทศไทยเอง และยังได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่โลกแฟชั่นและการออกแบบด้วยเช่นกัน ในฐานะสถาปนิกชาวอเมริกันและอดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวกรองของกองทัพสหรัฐฯ ผู้ผันตัวมาประกอบธุรกิจผ้าไหมที่กรุงเทพฯ ในช่วงทศวรรษ 1950 ทอมป์สันเคยใช้ชีวิตอยู่ในโลกเหล่านี้ทั้งสิ้น

ด้วยสนใจในบริบทอันเปี่ยมเสน่ห์ดังกล่าว หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน จึงจัดนิทรรศการเจาะเวลาหา จิม ทอมป์สัน: แฟชั่น แฟนตาซีบาซาร์ นิทรรศการและงานออกร้านจำหน่ายงานศิลปะและผลงานออกแบบร่วมสมัยเพื่อหาทุนสนับสนุนกิจกรรมของหอศิลป์ฯ นำเสนอผลงานศิลปะ และ งานออกแบบ โดย ไมเคิล เชาวนาศัย ศิลปินชาวไทยที่เกิดในสหรัฐฯ และนคร สัมพันธารักษ์ นักออกแบบเสื้อผ้าชั้นนำของกรุงเทพฯ นิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวของจิม ทอมป์สัน ในบริบททางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์การเมืองไทยเพื่อสำรวจหาความหมายของตำนานต่างๆ เหล่านี้ในโลกยุคปัจจุบัน

นิทรรศการนำเสนอเหตุการณ์สำคัญระหว่างปีพ.ศ. 2488 - 2510 ผ่านข่าวสารและบันทึกเอกสารต่างๆ เพื่อย้อนกลับไปยังช่วงเวลาหลายปีที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตที่กรุงเทพฯ ของทอมป์สัน ในทศวรรษ 1930 ทอมป์สันเริ่มต้นเส้นทางอาชีพในฐานะสถาปนิกหนุ่มสังคมนิวยอร์ก ก่อนภายหลังจะเข้าประจำการเป็นทหารยศนายพันในกองทัพสหรัฐฯ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยทำงานกับสำนักงานข่าวกรอง ของสหรัฐ (the Office of Strategic Services) หรือที่รู้จักกันในชื่อองค์การโอเอสเอส (O.S.S.) ซึ่งเป็นองค์กรบุกเบิกให้แก่การจัดตั้งหน่วยสืบราชการลับกลางแห่งสหรัฐอเมริกา หรือซีไอเอ ในปัจจุบัน จนเมื่อรุ่งอรุณแห่งทศวรรษ1950 มาถึง ทอมป์สันจึงหันมาอุทิศชีวิตแก่การช่วยเหลือช่างทอผ้าไหมไทยให้สืบสานงานหัตถศิลป์ของตนต่อไป นิทรรศการเต็มไปด้วยข้อมูลที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งรวมถึงภาพถ่าย ภาพข่าว และรายงานข่าวหนังสือพิพม์ซึ่งได้จาก คลังข้อมูล ของหนังสือพิมพ์บางกอก โพสต์ และหนังข่าว จาก หอภาพยนตร์แห่งชาติ วัตถุจัดแสดงเหล่านี้เผยให้เห็นรากฐานแรกเริ่มในการพัฒนา ด้านการเมืองและวัฒนธรรมที่วางไว้ในสมัยที่ทอมป์สันยังมีชีวิต ว่ายังคงส่งอิทธิพลต่อประเทศไทยทุกวันนี้อยู่อย่างไร ในฐานะชาวต่างชาติและเจ้าภาพงานเลี้ยงที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของวงสังคมกรุงเทพฯ ชาวอเมริกันผู้นี้รู้จักผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้นมากมาย ทั้งปรีดี พนมยงค์ คนในตระกูลเคนเนดี และโฮ จิ มินห์

นิทรรศการ เจาะเวลาหา จิม ทอมป์สัน: แฟชั่น แฟนตาซีบาซาร์ ยังมุ่งหน้าไปสู่อนาคต ผ่านแฟชั่นและงานออกแบบที่เกิดจากวิสัยทัศน์ของศิลปินและนักออกแบบไทยยุคปัจจุบันหลายท่าน เพื่อสดุดีความหลงใหลส่วนตัวที่จิม ทอมป์สัน มีต่อละครเวที แฟชั่นการแต่งกาย และศาสตร์การทอ พวกเขาออกแบบเครื่องแต่งกายแปลกใหม่มากเอกลักษณ์ ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า และผ้าพันคอ รวมถึงงานวิดีโอและงานศิลปะที่ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัด ไมเคิล เชาวนาศัย ศิลปินผู้ทำงานกับสื่อหลายแขนง สร้างสรรค์พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการให้คล้ายคลึงกับเวทีเดินแบบ รวมถึงสร้าง “แฟนตาซี บาซาร์” พื้นที่ร้านค้าปลีกแนวทดลอง แสดงมุมมองใหม่ๆ ต่องานออกแบบและวิถีชีวิตที่ได้แรงบันดาลใจมาจากยุคสงครามเย็น ภาพยนตร์แนวนิยายวิทยาศาสตร์ และฟิล์มนัวร์ ด้วยการคิดค้นแฟชั่นแบรนด์ “ออเรียนท์ ซิลค์ ซอไซตี้” (โอเอสเอส) หรือ สมาคมเย็บผ้าไหมแห่งบูรพา เขานำเสนองานออกแบบผลิตภัณฑ์ที่แสดงแนวคิดแบบตะวันตกต่อความลึกลับน่าค้นหาของตะวันออกไกล โดยย้อนกลับไปดูว่าวัฒนธรรมป็อบอเมริกันสร้างภาพถึงแถบตะวันออกไกลไว้อย่างไร โดยรายได้จากผลงานจัดแสดงทุกชิ้นจะนำไปเป็นทุนให้แก่กิจกรรมของหอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน ในอนาคต

ไมเคิล เชาวนาศัย อธิบายถึงแนวคิดของนิทรรศการนี้ว่า “ผมกำลังทำงานในหัวข้อทศวรรษ 1950 ซึ่งเริ่มต้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงไม่นาน ก่อนจะเป็นยุคสงครามเย็นที่เกิดการแข่งขันกันด้านเทคโนโลยีอาวุธและอวกาศตามมา แต่ทศวรรษ 1950 ก็ยังให้สัญญาถึงโลกที่ดีกว่าแก่ทั้งประเทศไทย สหรัฐฯ และยุโรปนะ ที่ปารีส คริสเตียน ดิออร์ คิดค้นแฟชั่น “นิว ลุค” ที่เอาผ้าไม่รู้กี่หลาต่อกี่หลามาตัดกระโปรงแค่ตัวเดียว ความหรูหราแบบนี้มันต่างกันมากกับการปันส่วนสมัยสงครามเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น สมัยที่ผู้หญิงไม่มีถุงน่องจะใส่เลยต้องเอาดินสอเขียนขอบตามาวาดเส้นตะเข็บถุงน่องไว้ข้างหลังขาแทนน่ะ ดังนั้นทศวรรษ 1950 คือช่วงเวลาที่มีวัตถุดิบกลับมาให้เลือกใช้เยอะแยะไปหมด ระหว่างฤดูหนาวช่วงทศวรรษ 1940 คนเราก็อาศัยความฝันเรื่องพวกนี้แหละมาหล่อเลี้ยงชีวิต”

“ฝรั่งตะวันตกก็กลับมาสำรวจตะวันไกลกันระหว่างทศวรรษ 1950 การเดินทางรอบโลกทำได้ง่ายขึ้นแล้วก็หรูหรามากขึ้นด้วย เพราะมีบริษัทเรือเดินสมุทรกับสายการบินเยอะ พวกของสมัยใหม่แล้วก็แนวคิดใหม่ๆ ก็ไหลเข้ามาจากพวกโลกที่หนึ่งอย่างอเมริกากับยุโรปมาหาพวกโลกที่สามที่สมัยนั้นเรียกกัน เวลามองอนาคตผ่านอดีตเนี่ยมันน่าตื่นเต้นตรงที่อะไรมันก็ดูเป็นไปได้แบบไม่มีขีดจำกัดน่ะ บรรยากาศช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เต็มไปเรื่องสายลับ เรื่องการโจรกรรมต่างๆคนเราถึงกับลืมกันว่าจะไว้ใจกันได้ยังไง พวกหนังฟิล์มนัวร์ฮอลลีวูดที่ยิ้มฉาบหน้ากันสมัยนั้นก็ไม่ได้ให้ความหวังเรื่องพื้นที่หรือความเปลี่ยนแปลงในทางบวกจนทศวรรษ 1960 เพราะฉะนั้นในร้านออเรียนท์ ซิลค์ ซอไซตี้ เลยจะไม่มีข้าวของวางอัดแน่นเต็มไปหมด เพราะผมว่าไม่มีเส้นแบ่งอะไรที่จะดูลึกลับและเย้ายวนได้มากเท่ากับตัวพื้นที่เองอีกแล้ว”

นอกจากนี้ ในนิทรรศการยังฉาย “House on the Klong” ภาพยนตร์สารคดีปีพ.ศ. 2519 เกี่ยวกับการหายตัวไปอย่างลึกลับของจิม ทอมป์สัน ระหว่างการไปตากอากาศที่ประเทศมาเลเซียในปีพ.ศ. 2510 โดยจะฉายคู่กับงานวิดีโอของไมเคิล เชาวนาศัย

รายได้ทั้งหมดจากการขายสินค้าในนิทรรศการจะนำเข้าหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน หนึ่งในพื้นที่จัดแสดงแบบไม่แสวงหาผลกำไรชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จัดแสดงทั้งงานศิลปะร่วมสมัย งานออกแบบ และสิ่งทอทั้งรูปแบบประเพณีนิยมและสมัยใหม่ หอศิลป์ฯ ดำเนินงานโดยมูลนิธิเจมส์ เอช. ดับเบิลยู. ทอมป์สัน ซึ่งได้ทุนสนับสนุนหลักจากรายได้การขายบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงส่งผลให้เงินทุนสนับสนุนหอศิลป์ฯ ลดน้อยลงตามไปด้วย เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว หอศิลป์ฯ ได้ตัดสินใจที่จะรักษามาตรฐานการจัดนิทรรศการต่างๆ อันยอดเยี่ยมไว้ด้วยการจัดงานระดมทุนจากสาธารณะชนเป็นครั้งแรกในฐานะส่วนหนึ่งของนิทรรศการชุดใหม่

นิทรรศการ เจาะเวลาหา จิม ทอมป์สัน: แฟชั่น แฟนตาซีบาซาร์ เปิดให้เข้าชมทุกวันระหว่าง 09:00 - 17:00 น. ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2553 จนถึงวันที่ 15 มกราคม 2554

ขอขอบคุณ จิม ทอมป์สัน บริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด, นาการ่า, หนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ และEDM (Editions Didier Miller), หอภาพยนตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน), คุณ เรืองยศ พิบูลสงคราม, คุณ นวลละออง พวงทอง, คุณ วิษณุ เอื้อชูเกียรติ, คุณเอนก นาวิกมูล และ คุณจิรศักดิ์ ปิ่นสุวรรณ

ข้อมูลเกี่ยวกับ จิม ทอมป์สันและบริษัทอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยจำกัด
เมื่อจิม ทอมป์สัน ก่อตั้งบริษัทอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยจำกัดขึ้นในปีพ.ศ. 2491 เขาเล็งเห็นความสำคัญในการให้คนไทยได้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัท เขาจึงได้ขายหุ้นจำนวน 500 หุ้น ในราคาหุ้นละ 60 เหรียญสหรัฐฯ เพื่อระดมทุนจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทเป็นมูลค่า 25,000 เหรียญสหรัฐ จากจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ขายไป มีคนไทยไปเจ้าของหุ้นอยู่ร้อยละ 51 ในขณะที่อีกร้อยละ 49 เป็นของชาวต่างชาติ เมื่อถึงปีพ.ศ. 2510 มูลค่าผลกำไรของบริษัทก็มากถึง 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

จิม ทอมป์สัน เริ่มกรุยทางความสำเร็จด้วยการโฆษณาผ้าไหมไทยในต่างประเทศ ผ่านเส้นสายที่เขามีในแวดวงสิ่งพิมพ์ ละครเวที และอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เมื่อชาวต่างชาติพบความงามเป็นเอกลักษณ์ของผ้าไหมไทย ชื่อเสียงของผ้าไหมไทยของจิม ทอมป์สัน จึงขจรขจายไปไกลในระดับสากลและสร้างยอดสั่งซื้อเข้ามาอย่างล้นหลาม เมื่อถึงต้นทศวรรษ 1950 จิม ทอมป์สันได้เปิดร้านเล็กๆ บนถนนสุรวงศ์ และเส้นทางสู่ความสำเร็จดำเนินไปอย่างมั่นคงจวบจนปัจจุบัน

ระหว่างวันหยุดสุดสัปดาห์ช่วงเทศกาลอีสเตอร์ในปีพ.ศ. 2510 จิม ทอมป์สัน หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยระหว่างไปพักผ่อนที่แคมเมอรอนไฮแลนดส์ แหล่งตากอากาศมีชื่อทางภาคเหนือของประเทศมาเลเซีย มีการจัดทีมสืบสวนค้นหาร่องรอยการหายตัวไปอย่างจริงจัง แต่ไม่มีเงื่อนงำใดๆ ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับทอมป์สัน นับถึงเวลานั้น จิม ทอมป์สัน มาอยู่เมืองไทยแล้วนานเกือบ 22 ปี

มูลนิธิเจมส์ เอช. ดับเบิลยู. ทอมป์สัน
เจ็ดปีภายหลังการหายตัวไปอย่างลึกลับของทอมป์สัน ทรัพย์สินทั้งหมดซึ่งรวมถึงคลังสะสมศิลปวัตถุเอเชียชุดใหญ่ ตกเป็นมรดกของหลานชายของเขา เฮนรี บี. ทอมป์สัน ที่ 3 เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของผู้เป็นลุงในการเก็บรักษาศิลปวัตถุเหล่านี้ไว้ในประเทศไทย หลานผู้เป็นทายาทจึงบริจาคทรัพย์สินทั้งตัวบ้านและงานศิลปะวัตถุให้เป็นสมบัติของประเทศไทย ในปีพ.ศ. 2519 ศาล ได้อนุมัติให้ผู้จัดการกองมรดกของจิม ทอมป์สัน ทำการก่อตั้งมูลนิธิเจมส์ เอช. ดับเบิลยู. ทอมป์สัน และขึ้นทะเบียนบ้านของทอมป์สันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เปิดให้สาธารณชนเข้าชม เพื่อจุดประสงค์ในการธำรงรักษาและอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทย

หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน
หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2546 เป็นส่วนงานหนึ่งของมูลนิธิเจมส์ เอช. ดับเบิลยู. ทอมป์สัน โดยทำหน้าที่เป็นพื้นที่สร้างเครือข่ายระหว่างชุมชนศิลปวัฒนธรรมระดับท้องถิ่นกับนานาชาติ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลายอย่างรวดเร็วในฐานะพื้นที่ซึ่งเปิดโอกาสให้สร้างปฏิสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันในด้านศิลปวัฒนรรม เพื่อหาทุนในการจัดนิทรรศการ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน จึงจัดกิจกรรมต่างๆ หลากหลาย ทั้งกิจกรรมตามวาระต่างๆ งานสัมมนา และงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เป็นต้น

เป้าหมายหลักของหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน คือการจัดนิทรรศการศิลปะทั้งหมด 3 นิทรรศการต่อปี นิทรรศการศิลปะที่มีชื่อเสียงและเคยจัดแสดงที่หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน
ได้แก่ นิทรรศการ “Temporary Insanity” โดยศิลปินไทย พินรี สัณห์พิทักษ์ นิทรรศการ “Stitching the Wound” โดยศิลปินอินโดนีเซีย อาราไมยาณี นิทรรศการ “Dialogues!” จัดแสดงเครื่องแต่งกายฝีมือคริสเตียน ลาครัวซ์ และนิทรรศการ “Metissages” จัดแสดงงานศิลปะและสิ่งทอจากประเทศฝรั่งเศส รวมถึงนิทรรศการอื่นๆ ที่นำเสนอสิ่งทอของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแผนที่ เป็นต้น นอกจากนี้ส่วนงานบริการของหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ยังรวมถึงห้องสมุดวิลเลียม วอร์เรน ห้องพักสำหรับศิลปินในพำนัก 2 ห้อง และพื้นที่สำหรับนักอนุรักษ์งานศิลปะ เจ็ดปีหลังการก่อตั้ง หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนศิลปินและงานศิลปะผ่านการจัดนิทรรศการที่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
เพ็ญวดี นพเกตุ มานนท์
โทร: 02 219 2911 02 612 6741
อีเมล์: penwadee@jimthompsonhouse.com

หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน
6 ซอยเกษมสันต์ 2 ถ.พระราม 1 ปทุมวัน กทม 10230
อีเมล์: artcenter@jimthompsonhouse.com
เว็บไซต์: www.jimthompsonhouse.com, www.jimthompsonartcenter.org/web/