People, Money, Ghosts (Movement as Metaphor)
ณ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน
วันที่ 7 มีนาคม – 18 มิถุนายน 2560

 
       
   

นิทรรศการกลุ่มแสดงผลงานศิลปะโดย:
ไขว สัมนาง (พนมเปญ)
เอมี เลียน & เอ็นโซ คามาโช (มะนิลา, เบอร์ลิน และนิวยอร์ก)
เหงียน ธี ธันห์ ไม (เว้)

คัดสรรโดย โรเจอร์ เนลสัน(พนมเปญ)

ณ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน, กรุงเทพมหานคร
7 มีนาคม ถึง 18 มิถุนายน 2560, เปิดให้เข้าชมทุกวัน 9.00 – 20.00 น.
เสวนากับศิลปินและภัณฑารักษ์ ในวันอังคารที่ 7 มีนาคม เวลา 16.30 น.
พิธีเปิดนิทรรศการวันที่ 7 มีนาคม เวลา 18.30 น.

เพื่อสานต่อความสนใจด้านมุมมองอันหลากหลายที่มีต่อภูมิภาคของเรา หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอ People, Money, Ghosts (Movement as Metaphor ) นิทรรศการกลุ่มซึ่งประกอบด้วยงานศิลปะชิ้นสำคัญที่ไม่เคยจัดแสดงในประเทศไทยมาก่อน ของกลุ่มศิลปินที่สร้างงานในเกี่ยวพันกับความคิดและกระบวนการของการเดินทางกับการอพยพที่ได้รับเสียงชื่นชมในระดับนานาชาติ โดยศิลปินจากประเทศกัมพูชาที่ร่วมแสดงงานในนิทรรศการครั้งนี้ไขว สัมนาง จะมีผลงานจัดแสดงที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ และเมืองคาสเซล ประเทศเยอรมนี เป็นส่วนหนึ่งของDocumenta 14 หนึ่งในเวทีแสดงผลงานที่ทรงเกียรติที่สุดของโลกศิลปะร่วมสมัยซึ่งจัดขึ้นทุกๆ ห้าปี
People, Money, Ghosts (Movement as Metaphor) สำรวจว่าการเดินทางกับการอพยพของประชากรและอุตสาหกรรมทั้งหลาย แนวคิดทฤษฎีกับความเชื่อทางจิตวิญญาณ สุนทรียะกับวิทยาการ และตัวศิลปินเอง มีส่วนสร้างโลกของเราขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งภายในและนอกเหนือภูมิภาคที่เราเรียกว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภาวะดังกล่าวปรากฏชัดในการสร้างผลงานของศิลปินผู้แสดงงานครั้งนี้อย่างไรนิทรรศการนี้จึงเกี่ยวกับกระบวนการของการเคลื่อนย้ายด้วยตัวนิทรรศการเองเฉกเช่นบานพับที่พลิกแพลงได้หลายทิศทางโดยขึ้นกับตัวงานศิลปะแต่ละชิ้น มากกว่าตัวคำถามภายในชิ้นงานที่เปล่งเสียงได้ทั้งที่นี่และทุกหนแห่ง ผลงานจัดแสดงทั้งหมดของศิลปินล้วนสร้างขึ้นในพื้นที่ห่างไกลความคุ้นชิน กล่าวคือไม่ใช่เมืองอันเป็น‘ บ้าน’ ของศิลปิน และต่างได้รับอิทธิพลจากความหมายจำเพาะของพื้นที่ทั้งในแง่มุมเชิงประวัติศาสตร์กับโลกร่วมสมัย
ผลงานในนิทรรศการคำนึงถึงการเคลื่อนย้ายทั้งในฐานะประสบการณ์และวัตถุแห่งการสืบค้นวิจัยทางศิลปะ ศิลปินแต่ละคนเลือกคำถามและประเด็นซึ่งเชื่อมโยงกับการไร้ถิ่นฐานของผู้คน ความพลิกผันเปลี่ยนแปลงในเมืองหลวงของดินแดนอื่น และผลกระทบสืบเนื่องอันหลอกหลอนของสิ่งเหล่านั้น ในฐานะร่องรอยทางประวัติศาสตร์ในพื้นที่ร่วมสมัย พื้นที่ในความสนใจเหล่านี้จึงเป็นกระจกส่องสะท้อนทั้งประสบการณ์ส่วนตัวในการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของศิลปินและกระบวนการทำงานของพวกเขา
เช่นเดียวกับคนจำนวนมากในช่วงไม่กี่ปีหลังนี้ ศิลปินได้โอบรับการเดินทางเป็นหนึ่งในเงื่อนไขจำเป็นของการสร้างผลงานการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานที่เพิ่มขึ้นได้กลายเป็นระเบียบวิธีวิจัยและการทดลอง กล่าวคือ การเคลื่อนที่ก่อรูปขึ้นเป็นประสบการณ์ และหัวข้อสำหรับการวิจัยทางศิลปะสิ่งนี้ยังเชื่อมโยงกับความเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างพื้นฐานภายใต้ระบบที่มีลักษณะข้ามพรมแดนของศิลปะร่วมสมัย ซึ่งรวมถึงการเพิ่มขึ้นของโครงการศิลปินในพำนัก (Artist In Residency) ในฐานะต้นทางสำคัญทั้งด้านเงินทุนสนับสนุน และการเคี่ยวกรำความคิดสร้างสรรค์ปัจจุบันแกนกลางของโครงการในพำนักทั้งหลายไม่ได้จำกัดเฉพาะการเปิดประสบการณ์ในพื้นที่ใหม่ หรือให้ศิลปินได้หลุดจากกรอบคิดเดิมที่คุ้นชินเท่านั้น หากยังเปิดโอกาสให้เกิดปฏิสัมพันธ์ที่เติมเต็ม และเสริมรากฐานให้เครือข่ายที่หลากหลายซับซ้อนอีกด้วย โครงการศิลปินในพำนักคือรูปแบบปรับแปลงที่สำคัญอย่างยิ่งภายใต้บริบทของการสนับสนุนศิลปะร่วมสมัยอันจำกัดของรัฐ และระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ซึ่งขับเคลื่อนศิลปิน (เช่นเดียวกับคนทั่วไป) ให้ออกแสวงหาโอกาสในหลากหลายพื้นที่ไร้รัฐอันกว้างใหญ่ ต่างจากรูปแบบนิทรรศการขนาดใหญ่อย่างเบียนนาเล ปรากฏการณ์การขยายตัวของโครงการศิลปินในพำนักยังเป็นประเด็นที่ยังขาดแคลนการศึกษาอย่างลึกซึ้ง ทั้งทางวิชาการ ภัณฑารักษ์ศาสตร์ เชิงศิลปะ และในแวดวงอื่นๆ
People, Money, Ghosts (Movement as Metaphor) ไม่ใช่นิทรรศการเกี่ยวกับโครงการศิลปินในพำนัก ทว่าคือนิทรรศการที่ตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ ในการจินตนาการถึงและหาเหตุผลให้กับโลกที่เลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาประหนึ่งกลุ่มดาวของชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวปรับสร้างรูปแบบใหม่ไม่รู้จบ และกลุ่มพลังกับรูปแบบอันยุ่งเหยิงสับสนที่ลุกลามขยายตัวเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่จะทำความเข้าใจได้หมดจดจากเพียงมุมมองเดียว
การเปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างแต่ละสถานที่และการเคลื่อนไหวผ่านพื้นที่กลายเป็นใจความสำคัญในการสร้างงานศิลปะของศิลปินกลุ่มนี้ การย้ายที่อยู่เป็นกิจวัตรกลายเป็นสภาวะแวดล้อมที่จำเป็นสำหรับพวกเขา ศิลปินทั้งหมดได้เสนอให้มองภูมิภาคนี้ในฐานะเครือข่ายความสัมพันธ์อันเปี่ยมพลวัตที่การกำหนดค่าหรือรูปแบบนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และกระหายอย่างยิ่งที่จะโดดข้ามพรมแดนของรัฐชาติภายใต้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงพรมแดนในจินตกรรมของตัวภูมิภาคเองอีกต่อหนึ่ง

เกี่ยวกับผลงานที่จัดแสดงในนิทรรศการ

 

โปรเจ็คต์ทั้งสองของ ไขว สัมนาง (Khvay Samnang ) มุ่งสำรวจการเคลื่อนย้ายในบริบทของประเทศกัมพูชาที่ขยายใหญ่ขึ้นYantra Man (2015) ซึ่งจัดแสดงครั้งแรกที่KunstlerhausBethanien ในเบอร์ลินเมื่อปี 2015 ได้สำรวจประวัติศาสตร์ที่ถูกหลงลืมในวงกว้างเกี่ยวกับทหารกัมพูชาผู้ถูกส่งไปร่วมรบให้กองทัพฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งตัวงานประกอบด้วยการจัดวางประติมากรรมเหล็ก โดยโมทีฟที่ปรากฏในชิ้นงานคือพระเครื่องที่เป็นเครื่องรางและผ้ายันต์แบบเขมรตัวงานมุ่งพิเคราะห์การสะท้อนไปมาระหว่างประสบการณ์ในประวัติศาสตร์ของเหล่าทหาร และประสบการณ์ร่วมสมัยของคนที่ต้องทำงานไกลบ้าน Rubber Man (2014) ประกอบด้วยวิดีโอหนึ่งจอที่บันทึกการแสดงของตัวศิลปิน และจัดวางบนประติมากรรมไม้ที่นำเสนอบนดินร่วนแดง ชนิดเดียวกับที่พบได้ในจังหวัดรัตนคีรีทางตอนเหนือของประเทศกัมพูชา งานชิ้นนี้สำรวจผลกระทบทั้งทางสิ่งแวดล้อม สังคม และจิตวิญญาณ ของการเพาะปลูกยางพาราในพื้นที่ดังกล่าว ในวิดีโอนั้นศิลปินเทน้ำยางดิบลงบนร่างเปลือยเปล่า ก่อนออกเดินผ่านสวนยางพาราที่ถูกทิ้งร้าง ย่ำเหยียบไปบนซากของป่าปลูกเก่าแก่ที่ถูกทำลาย และเมื่อป่าสูญสิ้นไป ดวงวิญญาณพื้นเมืองแห่งที่ราบสูงจะไปสิงสถิตอยู่ที่ใด? เนื้อความทั้งหมดของผลงานอันทะเยอทะยานทั้งสอง มีส่วนสำคัญในโปรเจ็คต์ใหม่ของสัมนางซึ่งจะจัดแสดงในฐานะส่วนหนึ่งของนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย documenta 14 ตั้งแต่เดือนเมษายนที่เอเธนส์ ประเทศกรีซ และเดือนมิถุนายนที่คาสเซล ประเทศเยอรมนี

ศิลปินคู่ เอมี เลียน & เอ็นโซ คามาโช (Amy Lien & Enzo Camacho ) ร่วมกันเสนอผลงานชุดใหม่ด้วยรูปแบบที่เธอและเขาเรียกว่า ‘ ประติมากรรมวิดีโอ’ (video sculpture ) งานศิลปะชุดนี้สำรวจรูปลักษณ์และตัวตนของสิ่งคล้ายผีที่มีผู้พบเจอตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งมีชีวิตในตำนานที่แยกร่างโดยทิ้งส่วนขาไว้ในป่า (ทั้งในความหมายตรงตัวและโดยเปรียบเทียบ) ในขณะที่ส่วนหัวกับเครื่องในบินผ่านเมืองสร้างความตื่นกลัวให้ชาวบ้าน ในไทยเรียกสิ่งมีชีวิตนี้ว่ากระสือ (krasue ) ในขณะที่กัมพูชาใช้ชื่อ เอิบ (arb ) จุดเริ่มต้นความสนใจของศิลปินที่มีต่อร่างกลายพันธุ์ชนิดนี้คือ มานานังกาล (manananggal ) ของฟิลิปปินส์ และศิลปินเลือกนำเสนอกระสือ/เอิบ/มานานังกาลในรูปสัญลักษณ์อย่างบทกวีที่สะท้อนสัมผัสของตัวตนที่ผันแปรไม่หยุดนิ่ง เป็นสัมผัสของตัวตนที่ไร้ศูนย์กลางตายตัว ตัวตนที่เคลื่อนย้ายอพยพมากกว่าสงบนิ่งที่ ‘ บ้าน’ หรือสถานที่จำเพาะ และแข็งขืนต่อการจำแนกประเภทด้วยตรรกะและเหตุผล ศิลปินเสนอว่าสิ่งมีชีวิตนี้ถือเป็น ‘ สัตว์ประหลาดโอเพ่นซอร์ส’ (open-source monster ) โดยหยิบยืมคำศัพท์ที่สื่อความถึงซอฟต์แวร์ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างผู้ผลิต และ/หรือพัฒนาต่อโดยผู้ใช้ มาช่วยอธิบายคุณลักษณะชิ้นงานทั้งสามที่แยกส่วนชัดเจนทว่าสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน (และโต้ตอบระหว่างกันอย่างเงียบเชียบ) สร้างขึ้นใหม่เพื่อนิทรรศการครั้งนี้โดยเฉพาะ ด้วยรูปแบบที่ศิลปินทั้งสองเคยใช้เมื่อครั้งแสดงผลงานที่ Centre for Contemporary Art (CCA) ประเทศสิงคโปร์ และ 47 Canal Gallery ในนิวยอร์ก ตัวผีมานานังกาลเองก็เคยปรากฏตัวในนิทรรศการที่ไร้จุดศูนย์กลางและจัดขึ้นพร้อมกันหลายพื้นที่ในเบอร์ลินเมื่อปี 2016ศีรษะเซรามิกที่ลอยเหนือหัวผู้ชมฉายภาพจากวิดีโอสไตล์ที่ชวนให้นึกถึงแฟชั่นโชว์ การถ่ายทำส่วนใหญ่ในกัมพูชาและตัดสลับกับฟุตเตจที่หาได้จากแหล่งอื่น ผลงานทั้งหมดกำลังเสนอให้เห็นว่า ‘ ความหลอกหลอน’ ที่ดึงดูดศิลปินทั้งคู่มากที่สุดนั้นวนเวียนอยู่รอบการแปรสภาพอันเชี่ยวกรากของสภาพแวดล้อมในเมืองใหญ่ทั่วภูมิภาคนี้ และคำถามซึ่ง ‘ การพัฒนา’ ได้ตั้งขึ้นให้อนาคตเป็นผู้หาคำตอบ

Day by Day (2014-7) โดยเหงียน ธี ธันห์ ไม (Nguyen Thi Thanh Mai ) สำรวจประสบการณ์ผู้อพยพของชุมชนชาวเวียดนามไร้รัฐที่ใช้ชีวิตในหมู่บ้านลอยน้ำในประเทศกัมพูชาและเวียดนาม ชุมชนดังกล่าวต้องประสบความยากแค้นนานหลายทศวรรษ ทั้งถูกกวาดล้างระหว่างช่วงสงครามอเมริกันในเวียดนามและภายใต้การปกครองของเขมรแดงในกัมพูชาถูกปฏิเสธสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องทั้งการศึกษาและสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน อันเป็นผลสืบเนื่องจากการไม่สามารถเข้าถึงเอกสารยืนยันตัวตนทางกฎหมายในแต่ละชาติ โปรเจ็คต์นี้ประกอบด้วยวิดีโอความยาวหนึ่งชั่วโมง จัดวางร่วมกับ ‘ บัตรประชาชน’ ปลอม และชุดคอลลาจภาพถ่ายดิจิตอลติดตั้งในกระท่อมทางมะพร้าวหลังเล็ก ที่สร้างขึ้นในพื้นที่ของแกลเลอรี ผลงานที่จัดแสดงนี้รวมลักษณะของตัวงานที่เคยจัดแสดงก่อนหน้าที่ SA SA BASSAC ในพนมเปญ และที่ Saola ใน Ho Chi Minh Fine Arts Museum เข้าด้วยกัน ควบคู่กับส่วนประกอบใหม่ที่ทำขึ้นในพื้นที่หมู่บ้านลอยน้ำทั้งที่กัมพูชาและเวียดนามระหว่างศิลปินใช้ชีวิตที่นั่นเมื่อปี 2559
ผลงานทุกชิ้นที่จัดแสดงคราวนี้ล้วนมีศักยภาพในการสะท้อนเข้าหาสภาพแวดล้อมร่วมสมัย และเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่จมอยู่ใต้พื้นผิว ศิลปินในไทยจำนวนมากเองก็รับเอาวิถีปฏิบัติเยี่ยงผู้อพยพหรือชนเผ่าพเนจรไว้กับตัว ซึ่งโดยปริยายพวกเขาได้สำแดงปลดเปลื้องให้เห็นความรู้สึกของประสบการณ์ในระดับภูมิภาค (pan-regional ) เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ซุกซ่อนไว้ มากกว่าตัวตนที่มีเขตแดนจำกัดของชาติที่ตนเองสังกัดอยู่

เกี่ยวกับศิลปินและภัณฑารักษ์

ไขว สัมนาง (เกิดปี 2525, พำนักในพนมเปญ) คือหนึ่งในศิลปินสาขาทัศนศิลป์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศกัมพูชา เขาทำงานทั้งด้านเพอร์ฟอร์มานซ์,ภาพถ่าย,วิดีโอ,ศิลปะจัดวาง และยังสนอกสนใจสำรวจประเด็นชวนถกเถียง ทั้งด้านการเมือง สังคม กับความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม และเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ในกัมพูชากับที่อื่นๆ “ถ้าพูดถึงไม่ได้ แล้วเราจะแสดงให้เห็นได้อย่างไร?” ศิลปินเอ่ยคำถามนี้ด้วยน้ำเสียงเย้าแหย่ สัมนางจบการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะศิลปศาสตร์จาก Phnom Penh’s Royal University of Fine Arts (2549) และเข้าร่วมโครงการพำนักหลายแห่งซึ่งรวมถึงที่KunstlerhausBethanien ในเบอร์ลิน (2557-2558) Residency Unlimited ในนิวยอร์ก (2556) และ Tokyo Wonder Site (2554 และ 2553) เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Sa Sa Art Projects พื้นที่ศิลปะแห่งเดียวในกรุงพนมเปญที่ดำเนินงานโดยศิลปิน และ SA SA BASSAC ซึ่งทำหน้าที่แกลเลอรีและศูนย์วิทยบริการด้านศิลปะนอกเหนือจากการแสดงผลงานจำนวนมากในกัมพูชาตั้งแต่ปี 2547 แล้ว เขาได้ร่วมแสดงนิทรรศการระดับนานาชาติทั้งที่ documenta 14 (เอเธนส์และคาสเซล, 2560), Museum of Contemporary Art Santa Barbara (2559), Jeu de Paume (ปารีส, 2558 และ 2557), Asia Pacific Triennial (บริสเบน, 2558), ZKM Center of Art and Media (คาร์ลสรูห์, 2558), Asian Art Biennial (ไทเป, 2557), Singapore Biennale (2556) และที่ Jewish Museum (นิวยอร์ค, 2556)

เอมี เลียน (เกิดปี 2530, พำนักในมะนิลาและนิวยอร์ก) และ เอ็นโซ คามาโช (เกิดปี 2528, พำนักในมะนิลาและเบอร์ลิน) คือคู่ศิลปินที่ทำงานร่วมกันเป็นการเฉพาะตั้งแต่ปี 2552 ผลงานศิลปะที่พวกเขาให้คำอธิบายด้วยน้ำเสียงจิกกัดว่า “ไม่ใคร่เจาะจงสื่อที่ใช้” มักใช้วิดีโอกับการจัดวางที่เลียนแบบสุนทรียะออนไลน์และสภาพแวดล้อมยามวิกาล ด้วยความสนใจของพวกเขาคือสภาวะกึ่งกลาง (liminal circumstance )เช่น ตัวตนที่ยึดโยงลักษณะระหว่างเพศ กิจกรรมที่คาบเกี่ยวระหว่างสันทนาการกับการใช้แรงงาน หรือผลงานที่อยู่ระหว่างความจริงจังกับความเสียดเย้ย ศิลปินทั้งสองจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (เคมบริดจ์, สหรัฐอเมริกา, 2552 และ 2550) และปริญญาโทคณะศิลปศาสตร์ร่วมจากHochschulefürbildendeKünste (ฮัมบูร์ก, เยอรมนี, 2557) ทั้งคู่แทบใช้ชีวิตทั้งหมดในโครงการพำนักศิลปินตั้งแต่ปี 2558 ทั้งที่ Milan’s Gluck50 (2558), Singapore’s Centre for Comtemporary Art (2558), Shanghai’s Am Art Space (2559) และ Phnom Penh’s Sa Sa Art Projects (2560) ผลงานนิทรรศการในช่วงหลังของเลียนกับคามาโช จัดแสดงที่Manananggal has appeared in Berlin (แสดงหลายพื้นที่ในเบอร์ลิน, 2559), Physics Room (ไครสต์เชิร์ช, นิวซีแลนด์, 2558), 47 Canal (นิวยอร์ก, 2557), Matthew Gallery (เบอร์ลิน, 2557), Museum of Modern Art (นิวยอร์ก, 2554) และ Green Papaya Art Projects (เคซอน ซิตี, 2552)

เหงียน ธี ธันห์ ไม (เกิดปี 2526, พำนักในเว้) อธิบายไว้ว่า “แนวความคิดเกี่ยวกับการต่อสู้ดิ้นรน กับความสนใจต่อความรู้สึกที่แสดงออกได้ยากและถูกกดทับไว้ คือแกนกลางในการสร้างงานศิลปะของฉัน” เธอทำงานโดยใช้สื่อหลากหลาย สำรวจอุปสรรคที่ปัจเจกบุคคลหรือชุมชนต้องเผชิญ ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมและลงพื้นที่วิจัยระยะยาว ในระยะแรกเริ่มเธอได้รับความสนใจจากผลงานที่เกี่ยวพันกับร่างกายของผู้หญิงและประสบการณ์ที่มีเรื่องเพศเป็นพื้นฐาน แต่ผลงานต่อเนื่องที่กำลังทำอยู่อันว่าด้วยชุมชนชาวประมงไร้รัฐในเวียดนามและกัมพูชา นำเสนอประเด็นซ้อนทับระหว่างเรื่องสิทธิความเป็นพลเมืองและประวัติศาสตร์ของสงครามอเมริกันในคาบสมุทรอินโดจีน ธันห์ ไม จบปริญญาตรีคณะศิลปศาสตร์จาก Hue College of the Arts ประเทศเวียดนาม (2549) และปริญญาโทด้านทัศนศิลป์จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประเทศไทย (2555) เธอเข้าร่วมในโครงการพำนักศิลปินหลายแห่ง เช่น KunstlerhausBethanien ในเบอร์ลิน (2557-2558), Sa Sa Art Projects ในพนมเปญ (2557), HIVE Studio ในชองจู (2556) และ Sàn Art ในโฮจิมินห์ซิตี (2555) ผลงานนิทรรศการในช่วงหลังของธันห์ ไม จัดแสดงที่ HDLU Zagreb (2559), Sao La ใน Ho Chi Minh Fine Arts Museum (2558), Sovereign Asian Art Prize Finalists (ฮ่องกง, 2558) และพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (2557) นอกจากนี้เธอยังเป็นอาจารย์ที่ Hue College of the Arts ด้วย และได้รับรางวัลจากมูลนิธิ Pollock Krasner กับ The Cultural Development and Exchange Fund (CDEF )

โรเจอร์ เนลสัน (Roger Nelson ) ทำงานในฐานะนักประวัติศาสตร์ศิลป์และภัณฑารักษ์อิสระผู้พำนักในกรุงพนมเปญ สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกที่ University of Melbourne ปี 2560ผลงานวิจัยของเขาศึกษาคำถามที่มีต่อความเป็นสมัยใหม่และสภาวะร่วมสมัยในงานศิลปะ โดยใช้ประเทศกัมพูชาและภูมิภาคโดยรอบเป็นกรณีศึกษา โรเจอร์เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการร่วมของวารสารวิชาการเล่มใหม่ Southeast of Now: Directions in Contemporary and Modern Art in Asia ซึ่งตีพิมพ์โดย NUS Press ของ National University of Singapore เขาเขียนบทความวิชาการให้วารสารหลายเล่ม เช่น Stedelijk Studies นิตยสารศิลปะเนื้อหาเข้มข้น เช่น Art Asia Pacific รวมถึงหนังสือและสูจิบัตินิทรรศการศิลปะจำนวนมาก โรเจอร์ทำหน้าที่ภัณฑารักษ์นิทรรศการและโปรเจ็คต์อื่นๆ ทั้งในออสเตรเลีย กัมพูชา สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม หนึ่งในผลงานของเขาคือ Rates of Exchange, Un-Compared ซึ่งมีระยะเวลาร่วมเก้าเดือน โดยรวมทั้งนิทรรศการ โครงการพำนักศิลปิน การประชุมวิชาการ (symposium ) การแสดงเพอร์ฟอร์มานซ์ และการพบปะสังสรรค์ในหลายสถานที่ทั้งกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ พนมเปญ และสิงคโปร์ นอกจากนี้เขายังเป็นผู้บรรยายระดับนานาชาติเช่นที่ Museum of Modern Art ในนิวยอร์ก ในปี 2558-2559 เป็นนักวิชาการผู้สังเกตการณ์ในAmbitious Alignments: New Histories of Southeast Asian Art ซึ่งเป็นโปรแกรมวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนผ่านโครงงาน Connecting Art Histories ของ Getty Foundation นิทรรศการนี้เป็นครั้งแรกที่โรเจอร์ได้ร่วมงานกับหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน

นอกจากนี้ โปรแกรมการศึกษาของนิทรรศการยังรวมถึงการเปิดตัวหนังสือ Southeast of Now พร้อมกับการบรรยายเป็นภาษาอังกฤษโดย ไซมอน ซูน (Simon Soon, พำนักในกัวลาลัมเปอร์) ว่าด้วยนักประวัติศาสตร์ศิลป์ด้านเอเชียที่มีชื่อเสียง อนันดา คูมรัสวามี (Ananda Coomaraswamy ) และการบรรยายเป็นภาษาไทยโดย ทัศนัย เศรษฐเสรี (ThasnaiSethaseree , พำนักในเชียงใหม่) ว่าด้วยชุมชนผู้พลัดถิ่นในสหรัฐอเมริกา

นิทรรศการ People, Money, Ghosts (Movement as Metaphor ) ประกอบไปด้วยศิลปิน ไขว สัมนาง, เอมี เลียน & เอ็นโซ คามาโช และ เหงียน ธี ธันห์ ไม และคัดสรรผลงานโดยภัณฑารักษ์ชาวออสเตรเลีย อาศัยอยู่พนมเปญ โรเจอร์ เนลสัน เริ่มจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2560โปรดติดตามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์

หอศิลป์ เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 9.00 น. ถึง 20.00 น. เข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

หากต้องการสัมภาษณ์ศิลปินและภัณฑารักษ์ สามารถแสดงความจำนงได้

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ : ศิริพร เมืองกุศล หมายเลขโทรศัพท์ : 02-612-6741
อีเมล์ : artcenter@jimthompsonhouse.com
เฟซบุ๊ก : the Jim Thompson Art Center
เว็บไซต์ : www.jimthompsonartcenter.org