คำชื่นชมจากนิตยสารโว้ก
 
     
 

จิม ทอมป์สันรู้จักเพื่อนชื่อแฟรงค์ คราวนินชีลด์  อดีตบรรณาธิการของนิตยสารแวนิตี้แฟร์ ระหว่างที่เขาไปนิวยอร์ก คราวนินชีลด์เป็นบุคคลผู้เดียวที่เป็นช่องทางนำให้เขาเข้าสู่โลกของแฟชั่น

คราวนินชิลด์มีบทบาทสำคัญในการจัดการให้จิม ทอมป์สันได้เข้าพบเอ็ดนา วูลแมน เชสซึ่งขณะนั้นเป็นบรรณาธิการของนิตยสารโว้กและเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญและเป็นผู้ที่ชี้นำทิศทางวงการแฟชั่นชั้นสูง ของอเมริกา

 
     
 

เชสรู้สึกพิศวงงงงวยกับความงามของผ้าไหมแวววาวระยับพาดอยู่ที่โต๊ะทำงาน เธอพูดถึงผ้าไหมไทยว่าเป็น "การค้นพบสิ่งสุดสวยครั้งใหม่" ความชื่นชมจากนิตยสารโว้กซึ่งเป็นทัศนะที่มีน้ำหนักต่อผู้คนในวงการแล้ว เป็นนิมิตหมายว่าไหมไทยได้เปิดตัวเองเข้าสู่โลกแฟชั่นแล้ว ไม่นานจากนั้น ดีไซเนอร์ชื่อวาเลนตินา ก็มีภาพลงในนิตยสารโว้กในชุดผ้าไหมไทย โดยมีชื่อของจิม ทอมป์สันปรากฏอยู่ในคำบรรยายภาพด้วย

ผลสำเร็จนี้สร้างกำลังใจให้ จนจิม ทอมป์สันเดินทางกลับเมืองไทยด้วยความมั่นใจเรื่องศักยภาพของตลาดต่างประเทศสำหรับไหมไทย

ต้นปี ค.ศ. ๑๙๔๘ (พ.ศ. ๒๔๙๑) จิม ทอมป์สันเปิดร้านจำหน่ายผ้าไหม ไม่ใช่ในรูปของบริษัทตามความหมายที่แท้จริง แต่ดำเนินงานผ่านร้านค้าปลีกอิสระชื่อร้าน "ลา-วัน" ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายของที่ระลึกหลากหลายนอกเหนือไปจากไหมไทยด้วย

เรื่องต่อไปนี้สะท้อนให้เห็นใจว่าทอมป์สันมีใจรักและทุ่มเทให้แก่การทอผ้าไหมไทยมากเพียงใด ดาราสาว พอแล็ตต์ กอดดาร์ด เป็นแขกในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ปารีสซึ่งจิม ทอมป์สันไปร่วมงานด้วย

"มิสกอดดาร์ดกล่าวชื่นชมสูทไหมไทยที่จิม ทอมป์สันสวมอยู่ และแสดงความปรารถนาจะได้สูทแบบนั้นสักชุดสำหรับเพื่อนผู้ชาย คนหนึ่งของเธอ จิม ทอมป์สันไม่ได้ลังเลแม้แต่น้อยเมื่อเขาถอดสูทชุดนั้นมอบให้เธอเป็นของขวัญและกลับโรงแรมโดยสวมชุดเสื้อฝนที่เจ้าภาพในงานให้ยืมใส่"


ด้วยวิธีการขายผ้าไหม
ที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำแบบใคร ผนวกกับคำพูดที่โน้มน้าว
และจูงใจทำให้ลูกค้าผ้าไหม
ไทยของเขาทวีจำนวนขึ้น อย่างรวดเร็ว